ค้นหาบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ศรีราชา


 
   ย้อนวันวานเมืองศรีราชานักเดินทางอาจมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไป บ้างก็ขอให้ได้ไปในที่
ที่ยังไม่เคยสัมผัส บ้างก็หลงรักภูเขา-น้ำตก -ทะเล บ้างก็ขอไปในที่ที่เขาว่าที่สุด แต่สำหรับเรา
ขอแค่การได้เปลี่ยนบรรยากาศ ออกนอกบ้านไปสัมผัสกับสิ่งใหม่ๆ หวนคืนสู่อดีตที่อยู่ในความทรงจำ แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับนักเดินทางอย่างเราแล้ว

  หลังจากตอบรับคำเชิญจาก Cape Racha Hotel&Serviced Apartments ในเครือ
Kasemkij Group เพื่อไปเปิดหูเปิดตาตามหาสิ่งใหม่ๆ กันที่ “ศรีราชา” สถานที่ตากอากาศที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งนี้ ฉันแพ็กกระเป๋าเร็วราวกับพายุทอร์นาโด เพราะอยากจะไปเห็นศรีราชาในวันนี้ หลังจากไม่ได้มาเยือนอำเภอที่มี ”ซอสพริกอร่อย เกาะลอยงามล้ำ ฯลฯ” มาเกือบ 10 ปีแล้ว

ระหว่างการเดินทางที่เราลัดเลาะไปบนถนนสายสุขุมวิท ก็แอบตั้งคำถามใจในว่า อะไรกันนะคือ
จุดเด่นของศรีราชา นอกจากอาหารทะเลสดๆ และซอสพริก ยังไม่ทันคิดถึงสิ่งอื่นๆ รถก็พาเราวิ่งผ่านตัวเมืองชลบุรี ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำบางพระ นี่กระมังที่น่าจะเป็นเสน่ห์อีกอย่าง ก็เพราะวิวที่สวยไม่เหมือนสถานที่ตากอากาศที่ไหนๆ ยิ่งมีละอองฝนคลุมบางๆ ที่นี่ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่อ่างเก็บน้ำธรรมดาอีกต่อไป
ไม่กี่อึดใจต่อมา เราก็เดินทางมาถึงอำเภอเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยภูเขาและทะเล ฉันตั้งใจดูวิวสองข้างทางผ่านกระจกรถเป็นพิเศษ เพื่อเรียกเรื่องราวที่เคยบันทึกอยู่ในความทรงจำ ศรีราชาเคยอบอวลไปด้วยเสน่ห์ของสถานที่เที่ยวชายทะเล และอบอุ่นไปด้วยมิตรไมตรีของผู้คนอย่างไร มาจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม หากแต่วันนี้ที่นี่ถูกขนานนามว่า Little Osaka เพราะนอกจากคนท้องถิ่นที่เราคุ้นเคยแล้ว ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะกระทบไหล่กับคุณพี่ยุ่นตลอดเวลาสอบถามคนที่เป็นเจ้าถิ่นได้ความว่า “

นอกจากห่อหมก ทองม้วน ที่เป็นอาหารท้องถิ่นของคนที่นี่แล้ว อย่าได้แปลกใจที่ร้านขายของแบบไทยๆ จะสลับไปมากับบาร์และร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะแม้จะเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่เพิ่มเข้ามา แต่ดูแล้วก็น่ารักลงตัวไปอีกแบบระหว่าง
สองวัฒนธรรมที่เคียงคู่กัน

วันแรกของการมาเยือนศรีราชาของชาวคณะเราหมดไปกับการพักผ่อน มองไปรอบๆ ศรีราชา ทั้งเดินสำรวจเส้นทาง เดินตลาดเปิดท้ายไนท์สแควร์ใจกลางอำเภอ ได้เห็นบรรยากาศลานกีฬา Sriracha WiFi City ครั้นเย็นย่ำก็ไปดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมใจกลางอำเภอ แค่นี้ก็
รับรู้ได้ถึงการพักผ่อนจริงๆ
    
หมดวันชิลๆ เช้าของวันที่ 2 ก็เริ่มขึ้นด้วยความสดใส วันนี้ฉันและชาวคณะกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ เพราะเราวางแผนจะไปโลดโผนโจนทะยาน เป็นลิงเป็นค่างกันในป่าเขาเขียวแบบ “Flight of the Gibbon” การผจญภัยเหินเวหาเชิงระบบนิเวศ ตามการเคลื่อนตัวเฉกเช่นชะนี (gibbon) ที่เคลื่อนตัวจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง

แม้ระหว่างทางจะต้องเจอกับเมฆฝนครึ้ม แต่ฝนเพียงหยิมๆ ไม่อาจทำให้เราเปลี่ยนใจจากกิจกรรมตื่นเต้นผจญภัย (หลอกๆ) ที่รออยู่ข้างหน้าไปได้ “รอก่อนนะ ทาร์ซานเจ้าป่า (มือสมัครเล่น) กำลังจะไปเยือนแล้ว”

ระหว่างทางขึ้นเขา ถนนยังดูชุ่มๆ จากสายฝนเมื่อรุ่งสางและสายหมอกที่ละเลือนจากแดดแรกของวัน สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม เราเดินทางผ่านส่วนของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ซึ่งเป็นป่าแห่งเดียวของจังหวัดชลบุรีที่เคยมาเยือนในอดีต ในวันนี้ป่าแห่งนี้ก็ยังคงเป็นที่ให้เราศึกษาระบบนิเวศน์ได้อย่างเดิม หากแต่เพิ่มการผจญภัยในรูปแบบใหม่เข้ามา ไม่นานนักชาวคณะก็ถึงจุดนัดพบเพื่อเตรียมตัวขั้นแรก กรอกชื่อนามสกุล และอ่านข้อสัญญา (ภาษาอังกฤษ) จากนั้นก็เดินทางต่อไปอีกประมาณ 10 นาที
เพื่อไปพิสูจน์ความกล้าท้าความมันในแบบของคนรักการผจญภัย

เจ้าหน้าที่รอเราอยู่ที่จุดแรกเพื่อซักซ้อมและตระเตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อย เมื่อจับกลุ่มได้ไม่เกิน 8 คน เจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินเท้าไปยังจุดเริ่มต้น เดิน 10 นาทีอาจไม่ใช่เวลาที่นานเกินไป แต่หากเป็น 10 นาทีที่ขึ้นเขา ทั้งยังต้องคอยระวังจะลื่นก้น
จ้ำเบ้าก็ทำเอาเสียเหงื่อไปหลายหยดเหมือนกัน
    
“จุดแรกเล่นแบบเบาๆ” เสียงเจ้าหน้าที่หนุ่มแนะนำ แต่ดูท่าว่าคนกลัวความสูงอย่างเราคงขาสั่นไม่เบาตามเสียงไกด์เสียแล้ว ก็เพราะระยะทาง 10 เมตรที่เราต้องเหินเวหาด้วยรอกจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งนั้น ก็ต้องอาศัยความกล้าอยู่ไม่น้อย และยิ่งเราแสดงอาการกลัวมากเท่าไหร่ ก็เป็นทีของคุณพี่ไกด์เขาล่ะที่จะแกล้งให้หนำใจ

หลังจากจัดแจงอุปกรณ์ในการโหนรอกเรียบร้อยก็ได้เวลาที่ทาร์ซานน้อยจะผจญภัยในป่าใหญ่ แม้จะกล้าๆ กลัวๆ พร้อมร้องเสียงหลงสลับกันไป แต่ก็ไม่สามารถกลับตัวได้ทัน เราเหินเวหาไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จาก 20 เป็น 30 ไปจนถึง 60 เมตร ส่วนระยะทางในการสลิงตัวก็ไกลขึ้นเช่นกันจาก 10 เป็น 50 ไปจนถึง 300 เมตร ทั้งขึ้นบันไดวนรอบต้นไม้บ้าง ก้าวข้ามสะพานไม้กลางเวหาบ้าง แต่สิ่งที่ไม่อาจทำให้กลั้นเสียงกรี๊ดลั่นป่าไปได้คือฐานโรยตัวในระยะ 50 เมตร ที่แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเลิศแน่นอน แต่การโรยตัวไปตามแนวดิ่ง ปล่อยตัวไปตามจุดศูนย์ถ่วงของโลกนั้น ก็ทำเอาหัวใจแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ใครไม่ปล่อยเสียงกรี๊ดให้กับฐานนี้ข้าพเจ้าคงต้องซูฮกยกนิ้วให้เลยล่ะ แต่หากลืมเรื่องความหวาดเสียวไปได้ นอกจากความสนุกที่มีอย่างเต็มที่แล้ว

เรายังได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติงดงามรอบๆ ตัวที่เราสามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด ไม้ยืนต้นที่ตั้งตระหง่านสิริรวมอายุแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ปี กลายมาเป็นฐานความสนุกของเหล่านักผจญภัย แมงมุมที่ชักใยโรยตัวแข่งกับนักผจญภัย พืชพรรณของป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ ยิ่งเป็นวันที่สายฝนโปรยปรายลงมาความสดชื่นก็จะทวีคูณเป็นเท่าตัว อาจเรียกได้ว่านี่คือการได้สัมผัสธรรมชาติในมุมมองที่แตกต่าง แม้จะใช้เวลาเพียง 3 ชม.กับการผจญภัย 24 ฐาน แต่ก็เป็นเวลาที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
เช้าเข้าป่าเย็นก็ต้องออกทะเล ถึงจะเรียกว่าครบรส เราชาวคณะตัดสินใจจะเดินทางต่อไปยังเกาะที่เคยเยือนในอดีต จากเกาะลอยเราลงเรือยอชต์ พันวา ปริ้นเซส 2 เพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะสีชัง ซึ่งหากจากฝั่งศรีราชาเพียง 12 กิโลเมตร ไกลออกไปสุดสายตาผ่านทะเล เหนือทิวเขา ข้างหลังมีหมอกจางๆ พรางเกาะขนาดใหญ่ ผ่านเรือสินค้านานาชาติ ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของการตะลุยเกาะสีชังในยามบ่ายอยู่ที่ท่าเรือเทววงศ์ (ท่าล่าง) เราตกลงราคากับคนขับรถสามล้อเครื่องเสร็จสรรพ ก็ออกเดินทางเที่ยวรอบเกาะทันที เริ่มจากการนมัสการศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ บนเขาคยาศิระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวเกาะให้ความเคารพนับถือ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีผู้คนมาบวงสรวงกันอย่างเนืองแน่น ชาวเกาะเชื่อกันว่า ถ้าใครได้มาสักการะครบ 3 ครั้งใน 3 ปี จะทำให้ร่ำรวยเงินทองทีเดียวล่ะ นอกจากเราจะได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเกาะแล้ว จากมุมสูงบริเวณศาลยังสามารถมองวิวทิวทัศน์ของบ้านเรือนด้านหน้าเกาะได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

เราเดินไปตามถนนรอบเกาะผ่านชุมชน ซึ่งก็เพลินไปอีกแบบ ไม่นานนักเราก็มาถึงช่องเขาขาดและหาดหินกลม ซึ่งตั้งอยู่ที่ด้านหลังเกาะ บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่ว่ากันว่า เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจะสวยงามไม่แพ้แหลมใดๆ ในโลกเหมือนกัน เสียดายที่เราไปเยือนยามบ่ายและยังมีอีกหลายโปรแกรมที่รออยู่ จึงไม่มีโอกาสได้ชมพระอาทิตย์อัสดงที่นี่

จากนั้นเรานั่งรถสามล้อผ่านหาดท่าวัง ที่นี่น้ำทะเลใสจนเห็นผืนทรายขาวเนียน หาดเดียวกันนี้เป็นที่ตั้งของสะพานอัษฎางค์ เรือนไม้สีขาวที่ยื่นออกไปในทะเล มุมนี้เรียกว่าเป็นมุมมหาชนเชียวล่ะ เพราะใครไปใครมาเป็นต้องเข้ามาแชะภาพเก็บไปเป็นที่ระลึกกันทุกคน จากจุดนี้เพียงแค่เราใช้เวลาสัมผัสธรรมชาติ กลิ่นอายของทะเล เรือไดหมึกลำเล็กกำลังเตรียมตัวออกทะเล เด็กๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ทำให้บางคนได้ย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในวันวาน ชื่นชมธรรมชาติเสร็จสรรพก็ต่อด้วยการเยี่ยมชม “พระจุฑาธุชราชฐาน” พระราชวังที่ประทับในฤดูร้อนของรัชกาลที่ 5 ก็ถือว่าได้มาเกาะสีชังโดยสมบูรณ์
ขากลับเข้าฝั่งศรีราชาเราแวะตลาดเล็กๆ เพื่อซื้อของกินติดไม้ติดมือไปรองท้อง แต่กินไปกินมาก็ทำเอาอิ่มไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน พอถึงฝั่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสวยงามของเกาะสีชังที่อยากจะกลับไปฝันหวาน หรือเพราะความเหนื่อยอ่อน จึงทำให้อยากจะเอนกายลงบนที่นอนนุ่มๆ เพื่อชาร์จพลังสำหรับค่ำคืนนี้

เช้าก่อนกลับกรุงเทพฯ เราตระเตรียมข้าวของเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางนอกจากจะแวะซื้อไก่เหลือง อาหารทะเลสด หอบหิ้วกลับบ้านกันไปเต็มสองไม้สองมือแล้ว คนที่นี่เขาแนะนำให้ไปสักการะวิหารเทพสถิต หรือศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ ก่อนกลับ ต้องยอมรับว่าเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เรามีโอกาสได้เห็นศาลเจ้าจีนที่อลังการงานสร้างขนาดนี้ ว่ากันว่าที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมจีนที่มีความงดงามมากแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ภายในศาลเจ้าโอ่โถงตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน รูปปั้นมังกรซึ่งมีมากถึง 2,840 ตัว เสาฟ้าดิน และองค์ไท้ส่วยเอี้ย ซึ่งเป็นดาวเทพคุ้มครองดวงชะตาประจำปีเกิดครบทั้ง 60 องค์ ให้ผู้มาเยือนได้ขอพรตามปีเกิด

กลับจากศรีราชาคราวนี้ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งความสนุก ทั้งยังได้ย้อนวันวานไปกับอำเภอเล็กๆ ที่ทั้งน่ารักและอบอุ่น หยุดยาวครั้งหน้าไม่พลาดสถานที่พักตากอากาศ ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งเมืองชายทะเลแห่งนี้แน่ๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น