ค้นหาบล็อกนี้
วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ศรีราชา
ย้อนวันวานเมืองศรีราชานักเดินทางอาจมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไป บ้างก็ขอให้ได้ไปในที่ ที่ยังไม่เคยสัมผัส บ้างก็หลงรักภูเขา-น้ำตก -ทะเล บ้างก็ขอไปในที่ที่เขาว่าที่สุด แต่สำหรับเรา ขอแค่การได้เปลี่ยนบรรยากาศ ออกนอกบ้านไปสัมผัสกับสิ่งใหม่ๆ หวนคืนสู่อดีตที่อยู่ในความทรงจำ แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับนักเดินทางอย่างเราแล้ว หลังจากตอบรับคำเชิญจาก Cape Racha Hotel&Serviced Apartments ในเครือ Kasemkij Group เพื่อไปเปิดหูเปิดตาตามหาสิ่งใหม่ๆ กันที่ “ศรีราชา” สถานที่ตากอากาศที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งนี้ ฉันแพ็กกระเป๋าเร็วราวกับพายุทอร์นาโด เพราะอยากจะไปเห็นศรีราชาในวันนี้ หลังจากไม่ได้มาเยือนอำเภอที่มี ”ซอสพริกอร่อย เกาะลอยงามล้ำ ฯลฯ” มาเกือบ 10 ปีแล้ว ระหว่างการเดินทางที่เราลัดเลาะไปบนถนนสายสุขุมวิท ก็แอบตั้งคำถามใจในว่า อะไรกันนะคือจุดเด่นของศรีราชา นอกจากอาหารทะเลสดๆ และซอสพริก ยังไม่ทันคิดถึงสิ่งอื่นๆ รถก็พาเราวิ่งผ่านตัวเมืองชลบุรี ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำบางพระ นี่กระมังที่น่าจะเป็นเสน่ห์อีกอย่าง ก็เพราะวิวที่สวยไม่เหมือนสถานที่ตากอากาศที่ไหนๆ ยิ่งมีละอองฝนคลุมบางๆ ที่นี่ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่อ่างเก็บน้ำธรรมดาอีกต่อไป |
ไม่กี่อึดใจต่อมา เราก็เดินทางมาถึงอำเภอเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยภูเขาและทะเล ฉันตั้งใจดูวิวสองข้างทางผ่านกระจกรถเป็นพิเศษ เพื่อเรียกเรื่องราวที่เคยบันทึกอยู่ในความทรงจำ ศรีราชาเคยอบอวลไปด้วยเสน่ห์ของสถานที่เที่ยวชายทะเล และอบอุ่นไปด้วยมิตรไมตรีของผู้คนอย่างไร มาจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม หากแต่วันนี้ที่นี่ถูกขนานนามว่า Little Osaka เพราะนอกจากคนท้องถิ่นที่เราคุ้นเคยแล้ว ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะกระทบไหล่กับคุณพี่ยุ่นตลอดเวลาสอบถามคนที่เป็นเจ้าถิ่นได้ความว่า “ นอกจากห่อหมก ทองม้วน ที่เป็นอาหารท้องถิ่นของคนที่นี่แล้ว อย่าได้แปลกใจที่ร้านขายของแบบไทยๆ จะสลับไปมากับบาร์และร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะแม้จะเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่เพิ่มเข้ามา แต่ดูแล้วก็น่ารักลงตัวไปอีกแบบระหว่าง สองวัฒนธรรมที่เคียงคู่กัน วันแรกของการมาเยือนศรีราชาของชาวคณะเราหมดไปกับการพักผ่อน มองไปรอบๆ ศรีราชา ทั้งเดินสำรวจเส้นทาง เดินตลาดเปิดท้ายไนท์สแควร์ใจกลางอำเภอ ได้เห็นบรรยากาศลานกีฬา Sriracha WiFi City ครั้นเย็นย่ำก็ไปดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมใจกลางอำเภอ แค่นี้ก็ รับรู้ได้ถึงการพักผ่อนจริงๆ |
หมดวันชิลๆ เช้าของวันที่ 2 ก็เริ่มขึ้นด้วยความสดใส วันนี้ฉันและชาวคณะกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ เพราะเราวางแผนจะไปโลดโผนโจนทะยาน เป็นลิงเป็นค่างกันในป่าเขาเขียวแบบ “Flight of the Gibbon” การผจญภัยเหินเวหาเชิงระบบนิเวศ ตามการเคลื่อนตัวเฉกเช่นชะนี (gibbon) ที่เคลื่อนตัวจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง แม้ระหว่างทางจะต้องเจอกับเมฆฝนครึ้ม แต่ฝนเพียงหยิมๆ ไม่อาจทำให้เราเปลี่ยนใจจากกิจกรรมตื่นเต้นผจญภัย (หลอกๆ) ที่รออยู่ข้างหน้าไปได้ “รอก่อนนะ ทาร์ซานเจ้าป่า (มือสมัครเล่น) กำลังจะไปเยือนแล้ว” ระหว่างทางขึ้นเขา ถนนยังดูชุ่มๆ จากสายฝนเมื่อรุ่งสางและสายหมอกที่ละเลือนจากแดดแรกของวัน สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม เราเดินทางผ่านส่วนของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ซึ่งเป็นป่าแห่งเดียวของจังหวัดชลบุรีที่เคยมาเยือนในอดีต ในวันนี้ป่าแห่งนี้ก็ยังคงเป็นที่ให้เราศึกษาระบบนิเวศน์ได้อย่างเดิม หากแต่เพิ่มการผจญภัยในรูปแบบใหม่เข้ามา ไม่นานนักชาวคณะก็ถึงจุดนัดพบเพื่อเตรียมตัวขั้นแรก กรอกชื่อนามสกุล และอ่านข้อสัญญา (ภาษาอังกฤษ) จากนั้นก็เดินทางต่อไปอีกประมาณ 10 นาที เพื่อไปพิสูจน์ความกล้าท้าความมันในแบบของคนรักการผจญภัย เจ้าหน้าที่รอเราอยู่ที่จุดแรกเพื่อซักซ้อมและตระเตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อย เมื่อจับกลุ่มได้ไม่เกิน 8 คน เจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินเท้าไปยังจุดเริ่มต้น เดิน 10 นาทีอาจไม่ใช่เวลาที่นานเกินไป แต่หากเป็น 10 นาทีที่ขึ้นเขา ทั้งยังต้องคอยระวังจะลื่นก้น จ้ำเบ้าก็ทำเอาเสียเหงื่อไปหลายหยดเหมือนกัน |
“จุดแรกเล่นแบบเบาๆ” เสียงเจ้าหน้าที่หนุ่มแนะนำ แต่ดูท่าว่าคนกลัวความสูงอย่างเราคงขาสั่นไม่เบาตามเสียงไกด์เสียแล้ว ก็เพราะระยะทาง 10 เมตรที่เราต้องเหินเวหาด้วยรอกจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งนั้น ก็ต้องอาศัยความกล้าอยู่ไม่น้อย และยิ่งเราแสดงอาการกลัวมากเท่าไหร่ ก็เป็นทีของคุณพี่ไกด์เขาล่ะที่จะแกล้งให้หนำใจ หลังจากจัดแจงอุปกรณ์ในการโหนรอกเรียบร้อยก็ได้เวลาที่ทาร์ซานน้อยจะผจญภัยในป่าใหญ่ แม้จะกล้าๆ กลัวๆ พร้อมร้องเสียงหลงสลับกันไป แต่ก็ไม่สามารถกลับตัวได้ทัน เราเหินเวหาไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จาก 20 เป็น 30 ไปจนถึง 60 เมตร ส่วนระยะทางในการสลิงตัวก็ไกลขึ้นเช่นกันจาก 10 เป็น 50 ไปจนถึง 300 เมตร ทั้งขึ้นบันไดวนรอบต้นไม้บ้าง ก้าวข้ามสะพานไม้กลางเวหาบ้าง แต่สิ่งที่ไม่อาจทำให้กลั้นเสียงกรี๊ดลั่นป่าไปได้คือฐานโรยตัวในระยะ 50 เมตร ที่แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเลิศแน่นอน แต่การโรยตัวไปตามแนวดิ่ง ปล่อยตัวไปตามจุดศูนย์ถ่วงของโลกนั้น ก็ทำเอาหัวใจแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ใครไม่ปล่อยเสียงกรี๊ดให้กับฐานนี้ข้าพเจ้าคงต้องซูฮกยกนิ้วให้เลยล่ะ แต่หากลืมเรื่องความหวาดเสียวไปได้ นอกจากความสนุกที่มีอย่างเต็มที่แล้ว เรายังได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติงดงามรอบๆ ตัวที่เราสามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด ไม้ยืนต้นที่ตั้งตระหง่านสิริรวมอายุแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ปี กลายมาเป็นฐานความสนุกของเหล่านักผจญภัย แมงมุมที่ชักใยโรยตัวแข่งกับนักผจญภัย พืชพรรณของป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ ยิ่งเป็นวันที่สายฝนโปรยปรายลงมาความสดชื่นก็จะทวีคูณเป็นเท่าตัว อาจเรียกได้ว่านี่คือการได้สัมผัสธรรมชาติในมุมมองที่แตกต่าง แม้จะใช้เวลาเพียง 3 ชม.กับการผจญภัย 24 ฐาน แต่ก็เป็นเวลาที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง |
เช้าเข้าป่าเย็นก็ต้องออกทะเล ถึงจะเรียกว่าครบรส เราชาวคณะตัดสินใจจะเดินทางต่อไปยังเกาะที่เคยเยือนในอดีต จากเกาะลอยเราลงเรือยอชต์ พันวา ปริ้นเซส 2 เพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะสีชัง ซึ่งหากจากฝั่งศรีราชาเพียง 12 กิโลเมตร ไกลออกไปสุดสายตาผ่านทะเล เหนือทิวเขา ข้างหลังมีหมอกจางๆ พรางเกาะขนาดใหญ่ ผ่านเรือสินค้านานาชาติ ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น จุดเริ่มต้นของการตะลุยเกาะสีชังในยามบ่ายอยู่ที่ท่าเรือเทววงศ์ (ท่าล่าง) เราตกลงราคากับคนขับรถสามล้อเครื่องเสร็จสรรพ ก็ออกเดินทางเที่ยวรอบเกาะทันที เริ่มจากการนมัสการศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ บนเขาคยาศิระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวเกาะให้ความเคารพนับถือ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีผู้คนมาบวงสรวงกันอย่างเนืองแน่น ชาวเกาะเชื่อกันว่า ถ้าใครได้มาสักการะครบ 3 ครั้งใน 3 ปี จะทำให้ร่ำรวยเงินทองทีเดียวล่ะ นอกจากเราจะได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเกาะแล้ว จากมุมสูงบริเวณศาลยังสามารถมองวิวทิวทัศน์ของบ้านเรือนด้านหน้าเกาะได้อย่างชัดเจนอีกด้วย เราเดินไปตามถนนรอบเกาะผ่านชุมชน ซึ่งก็เพลินไปอีกแบบ ไม่นานนักเราก็มาถึงช่องเขาขาดและหาดหินกลม ซึ่งตั้งอยู่ที่ด้านหลังเกาะ บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่ว่ากันว่า เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจะสวยงามไม่แพ้แหลมใดๆ ในโลกเหมือนกัน เสียดายที่เราไปเยือนยามบ่ายและยังมีอีกหลายโปรแกรมที่รออยู่ จึงไม่มีโอกาสได้ชมพระอาทิตย์อัสดงที่นี่ จากนั้นเรานั่งรถสามล้อผ่านหาดท่าวัง ที่นี่น้ำทะเลใสจนเห็นผืนทรายขาวเนียน หาดเดียวกันนี้เป็นที่ตั้งของสะพานอัษฎางค์ เรือนไม้สีขาวที่ยื่นออกไปในทะเล มุมนี้เรียกว่าเป็นมุมมหาชนเชียวล่ะ เพราะใครไปใครมาเป็นต้องเข้ามาแชะภาพเก็บไปเป็นที่ระลึกกันทุกคน จากจุดนี้เพียงแค่เราใช้เวลาสัมผัสธรรมชาติ กลิ่นอายของทะเล เรือไดหมึกลำเล็กกำลังเตรียมตัวออกทะเล เด็กๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ทำให้บางคนได้ย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในวันวาน ชื่นชมธรรมชาติเสร็จสรรพก็ต่อด้วยการเยี่ยมชม “พระจุฑาธุชราชฐาน” พระราชวังที่ประทับในฤดูร้อนของรัชกาลที่ 5 ก็ถือว่าได้มาเกาะสีชังโดยสมบูรณ์ |
ขากลับเข้าฝั่งศรีราชาเราแวะตลาดเล็กๆ เพื่อซื้อของกินติดไม้ติดมือไปรองท้อง แต่กินไปกินมาก็ทำเอาอิ่มไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน พอถึงฝั่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสวยงามของเกาะสีชังที่อยากจะกลับไปฝันหวาน หรือเพราะความเหนื่อยอ่อน จึงทำให้อยากจะเอนกายลงบนที่นอนนุ่มๆ เพื่อชาร์จพลังสำหรับค่ำคืนนี้ เช้าก่อนกลับกรุงเทพฯ เราตระเตรียมข้าวของเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางนอกจากจะแวะซื้อไก่เหลือง อาหารทะเลสด หอบหิ้วกลับบ้านกันไปเต็มสองไม้สองมือแล้ว คนที่นี่เขาแนะนำให้ไปสักการะวิหารเทพสถิต หรือศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ ก่อนกลับ ต้องยอมรับว่าเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เรามีโอกาสได้เห็นศาลเจ้าจีนที่อลังการงานสร้างขนาดนี้ ว่ากันว่าที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมจีนที่มีความงดงามมากแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ภายในศาลเจ้าโอ่โถงตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน รูปปั้นมังกรซึ่งมีมากถึง 2,840 ตัว เสาฟ้าดิน และองค์ไท้ส่วยเอี้ย ซึ่งเป็นดาวเทพคุ้มครองดวงชะตาประจำปีเกิดครบทั้ง 60 องค์ ให้ผู้มาเยือนได้ขอพรตามปีเกิด กลับจากศรีราชาคราวนี้ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งความสนุก ทั้งยังได้ย้อนวันวานไปกับอำเภอเล็กๆ ที่ทั้งน่ารักและอบอุ่น หยุดยาวครั้งหน้าไม่พลาดสถานที่พักตากอากาศ ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งเมืองชายทะเลแห่งนี้แน่ๆ |
![]() |
วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ลัลลาที่ไข่มุกอันดามัน
ลั้นลา...ลันตาท้าลมร้อน หมู่เกาะขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศไทยซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นไข่มุกเม็ดใหม่ของทะเลอันดามัน
หน้าร้อนแบบนี้จึงไม่ควรพลาดหาเวลามาพักผ่อนนอนเล่นรับลมทะเล ไม่ใช่แค่ความงดงามของทะเล
เท่านั้นที่เป็นเสน่ห์ของที่แห่งนี้ แต่หมู่เกาะลันตายังมีอะไรอีกมากที่ยวนใจผู้มาเยือนยิ่งนัก ทั้งแสงแดดที่ส่องแสงแผดร้อนผสมปนเปไปกับอุณหภูมิการเมืองของบ้านเราซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะลดความร้อนระอุลงได้ง่ายๆ ยิ่งชวนให้อยากจะหันหลังเดินหนีออกจากกรุงเทพมหานครไปนอนตากอากาศริมหาดทรายที่ไหนสักแห่งตามประสาคนมีใจให้กับทะเล และเมื่อโอกาสมาประจวบเหมาะเข้ากับที่ “โรงแรมคราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา” ซึ่งเพิ่งปรับภาพลักษณ์ใหม่ จากแบรนด์เดิมคือ ลันตา คลิฟฟ์ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา โดยฝีมือการโมดิฟายด์ของสยาม @ สยาม ส่งจดหมายมาเชิญชวนให้ไปเยี่ยมชมความสวยใสของน้ำทะเลและชมความงามของอัครสถานแห่งเกาะลันตา มีหรือว่าจะพลาดโอกาสดีๆ เช่นนี้
เมื่อเครื่องบินร่อนลงถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เหล่าพีอาร์หน้าใสแจ้งให้ผู้ร่วมทริปทุกคนรับทราบโดยถ้วนหน้ากันว่าเราจะเดินทางไปสู่ลันตาโดยเรือเร็ว แต่ก่อนจะไปลงเรือที่ท่าเรือคลองแห้ง ซึ่งก็ไกลจากสนามบินประมาณจะเบื่อได้ ระหว่างทางเราจึงแวะสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดถ้ำเสือ รับสิริมงคลเพื่อเริ่มต้นนิมิตหมายอันดีให้การเดินทางครั้งนี้
ที่ถ้ำเสือนอกจากทุกคนจะได้ ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศของการฟังพระสวดภายในถ้ำซึ่งเป็นถ้ำหินธรรมชาติ จริงๆ ที่ทางวัดใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแล้วนั้น ชาวคณะยังได้สักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม องค์ใหญ่ โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ธูปเทียนที่นำมาสักการะนั้นมีสีสันมากมายตรงตามกับสี ประจำวันเกิดของแต่ละคน หลังจากสักการะขอพรกันอย่างหนำใจแล้ว คนที่มีกล้องถ่ายภาพจึงไม่รอช้า ยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพธูปเทียนสารพัดสีไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน แต่ต้องกดชัตเตอร์และระวังเพื่อนตัวน้อยที่คอยจับตามองเหล่าผู้มาเยือนและ พร้อมที่จะโผเข้ามาฉกเอาสิ่งของทุกสิ่งที่อยู่ในมือเราไปเป็นของเล่นแก้ เบื่อได้ทุกเมื่อ เพราะที่วัดถ้ำเสือแห่งนี้ยังคงสภาพของความเป็นธรรมชาติอยู่มาก จึงมีฝูงลิงเข้ามาอาศัยมากมาย
หน้าร้อนแบบนี้จึงไม่ควรพลาดหาเวลามาพักผ่อนนอนเล่นรับลมทะเล ไม่ใช่แค่ความงดงามของทะเล
เท่านั้นที่เป็นเสน่ห์ของที่แห่งนี้ แต่หมู่เกาะลันตายังมีอะไรอีกมากที่ยวนใจผู้มาเยือนยิ่งนัก ทั้งแสงแดดที่ส่องแสงแผดร้อนผสมปนเปไปกับอุณหภูมิการเมืองของบ้านเราซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะลดความร้อนระอุลงได้ง่ายๆ ยิ่งชวนให้อยากจะหันหลังเดินหนีออกจากกรุงเทพมหานครไปนอนตากอากาศริมหาดทรายที่ไหนสักแห่งตามประสาคนมีใจให้กับทะเล และเมื่อโอกาสมาประจวบเหมาะเข้ากับที่ “โรงแรมคราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา” ซึ่งเพิ่งปรับภาพลักษณ์ใหม่ จากแบรนด์เดิมคือ ลันตา คลิฟฟ์ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา โดยฝีมือการโมดิฟายด์ของสยาม @ สยาม ส่งจดหมายมาเชิญชวนให้ไปเยี่ยมชมความสวยใสของน้ำทะเลและชมความงามของอัครสถานแห่งเกาะลันตา มีหรือว่าจะพลาดโอกาสดีๆ เช่นนี้
เมื่อเครื่องบินร่อนลงถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เหล่าพีอาร์หน้าใสแจ้งให้ผู้ร่วมทริปทุกคนรับทราบโดยถ้วนหน้ากันว่าเราจะเดินทางไปสู่ลันตาโดยเรือเร็ว แต่ก่อนจะไปลงเรือที่ท่าเรือคลองแห้ง ซึ่งก็ไกลจากสนามบินประมาณจะเบื่อได้ ระหว่างทางเราจึงแวะสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดถ้ำเสือ รับสิริมงคลเพื่อเริ่มต้นนิมิตหมายอันดีให้การเดินทางครั้งนี้
ที่ถ้ำเสือนอกจากทุกคนจะได้ ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศของการฟังพระสวดภายในถ้ำซึ่งเป็นถ้ำหินธรรมชาติ จริงๆ ที่ทางวัดใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแล้วนั้น ชาวคณะยังได้สักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม องค์ใหญ่ โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ธูปเทียนที่นำมาสักการะนั้นมีสีสันมากมายตรงตามกับสี ประจำวันเกิดของแต่ละคน หลังจากสักการะขอพรกันอย่างหนำใจแล้ว คนที่มีกล้องถ่ายภาพจึงไม่รอช้า ยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพธูปเทียนสารพัดสีไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน แต่ต้องกดชัตเตอร์และระวังเพื่อนตัวน้อยที่คอยจับตามองเหล่าผู้มาเยือนและ พร้อมที่จะโผเข้ามาฉกเอาสิ่งของทุกสิ่งที่อยู่ในมือเราไปเป็นของเล่นแก้ เบื่อได้ทุกเมื่อ เพราะที่วัดถ้ำเสือแห่งนี้ยังคงสภาพของความเป็นธรรมชาติอยู่มาก จึงมีฝูงลิงเข้ามาอาศัยมากมาย
อิ่มบุญกันถ้วนทั่ว คณะทัวร์จึงเดินทางต่อไปยังท่าสปีดโบตกันเสียที ฟ้าสวยๆ และน้ำทะเลใสๆ ที่โดดเด่นเพราะแสงแดดส่องแสงแผดลงมากระทบกับสีของน้ำทะเลจนเป็นที่ยวนใจของผู้มาเยือนซึ่งปรารถนาจะผ่อนคลายจากความวุ่นวายเหลือเกิน
ก่อนที่จะลงเรือด่วนไปยังเกาะลันตา พระอาทิตย์เคลื่อนตัวมาอยู่ตรงกับศีรษะแบบพอดิบพอดี จึงเป็นอันรู้กันว่านี่คงถึงเวลารับประทานอาหารกันแล้วหนอ ผู้จัดสรรเส้นทางการเดินทางให้กับชาวคณะของพวกเราจึงพาแวะกลางทางอีกครั้ง คราวนี้เพื่อสัมผัสอาหารมื้อแรกที่จัดเตรียมไว้บนชายหาดสวยของเกาะไผ่ แต่ก่อนจะถึงที่หมาย ระหว่างทางทุกคนก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินเรียงแถวข้ามทะเลแหวกจากเกาะหนึ่งไปสู่อีกเกาะหนึ่ง
ก่อนที่จะลงเรือด่วนไปยังเกาะลันตา พระอาทิตย์เคลื่อนตัวมาอยู่ตรงกับศีรษะแบบพอดิบพอดี จึงเป็นอันรู้กันว่านี่คงถึงเวลารับประทานอาหารกันแล้วหนอ ผู้จัดสรรเส้นทางการเดินทางให้กับชาวคณะของพวกเราจึงพาแวะกลางทางอีกครั้ง คราวนี้เพื่อสัมผัสอาหารมื้อแรกที่จัดเตรียมไว้บนชายหาดสวยของเกาะไผ่ แต่ก่อนจะถึงที่หมาย ระหว่างทางทุกคนก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินเรียงแถวข้ามทะเลแหวกจากเกาะหนึ่งไปสู่อีกเกาะหนึ่ง
แม้จะเป็นภาพที่ได้เห็นอยู่ บ่อยๆ ในภาพถ่ายหรือในรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์ แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ถึงขณะนั้นน้ำทะเลจะเริ่มขึ้นมาบ้างแล้ว แต่คงต้องบอกว่า สิบปากว่าก็ไม่ได้อารมณ์เท่ากับสองตาของเราได้มาเห็นเองจริงๆ ส่วนอาหารมื้อนี้หลายๆ คนจึงเจริญอาหารมากเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเดินทางกันมานาน ประกอบกับภาพของน้ำทะเลสีใสที่อยู่ตรงหน้าก็เป็นได้
อิ่มท้องอย่างสำราญ และได้พักผ่อนอิริยาบถตามอัธยาศัยริมหาดเกาะไผ่อย่างเพลินใจกันพอสมควร ถึงเวลาที่เราต้องกลับขึ้นสู่เรือสปีดโบตกันอีกครั้ง แต่เรายังไม่ได้เคลื่อนตัวออกจากเกาะไผ่ เพราะยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมเด็ดรออยู่หลังจากอาหารย่อยเรียบร้อยแล้ว สปีดโบตแล่นออกไปยังบริเวณหินกลางเพื่อให้เราได้ดื่มด่ำความงามของทะเลอันดามันอย่างหนำใจ น้ำทะเลสีฟ้าใสจนสามารถมองลงไปเห็นเบื้องล่างของน้ำทะเลได้อย่างชัดเจน ฝูงปลาแหวกว่ายไปมาเพลินตาเหมือนกับรู้ว่าผู้มาเยือนนั้นมีห่อขนมปังมากมายเตรียมอาหารไว้ให้เจ้าบ้านที่พร้อมใจกันออกมาต้อนรับแขกมากมายเต็มท้องทะเล ทุกคนจึงเพลิดเพลินกับการให้อาหารปลาจนลืมความร้อนของแสงแดดไป
ณ บริเวณหินกลางนี้สมาชิกทุกคนสามารถลงไปดำน้ำตื้นเพื่อชื่นชมความงามของหมู่ปะการัง หรือจะป้อนขนมปังให้กับฝูงปลาด้วยมือตัวเองก็ได้ บรรดาคนรักทะเลทั้งหลายจึงไม่พลาดที่จะคว้าเสื้อชูชีพและสนอร์เกิลมาใส่เตรียมพร้อม เมื่อเรือจอดสนิทเสียงดังจ๋อม...ตูม...ค่อยๆ ทยอยไล่เรียงตามกันจนสมาชิกบนเรือเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน
แม้จะไม่ได้สัมผัสกับน้ำทะเล ไม่ได้ว่ายน้ำเริงร่าชื่นชมความสวยงามของหมู่ปลาและปะการัง แต่คนบนเรือก็ยังคงสนุกกับการให้อาหารปลา เพราะไม่ว่าจะโยนขนมปังลงไปมากเท่าไหร่ ฝูงปลาก็จะแห่แหนกันมากินแบบหมดเกลี้ยง ไม่ทิ้งซากเหลือไว้ให้คนเสียใจ ส่วนคนเรือก็ใจดี โดดทะเลลงไปดำผุดดำว่ายค่อยๆ อุ้มหอยมือเสือ ปลาดาวหมอน ขึ้นมาให้ดูกันถึงบนเรือ
ณ บริเวณหินกลางนี้สมาชิกทุกคนสามารถลงไปดำน้ำตื้นเพื่อชื่นชมความงามของหมู่ปะการัง หรือจะป้อนขนมปังให้กับฝูงปลาด้วยมือตัวเองก็ได้ บรรดาคนรักทะเลทั้งหลายจึงไม่พลาดที่จะคว้าเสื้อชูชีพและสนอร์เกิลมาใส่เตรียมพร้อม เมื่อเรือจอดสนิทเสียงดังจ๋อม...ตูม...ค่อยๆ ทยอยไล่เรียงตามกันจนสมาชิกบนเรือเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน
แม้จะไม่ได้สัมผัสกับน้ำทะเล ไม่ได้ว่ายน้ำเริงร่าชื่นชมความสวยงามของหมู่ปลาและปะการัง แต่คนบนเรือก็ยังคงสนุกกับการให้อาหารปลา เพราะไม่ว่าจะโยนขนมปังลงไปมากเท่าไหร่ ฝูงปลาก็จะแห่แหนกันมากินแบบหมดเกลี้ยง ไม่ทิ้งซากเหลือไว้ให้คนเสียใจ ส่วนคนเรือก็ใจดี โดดทะเลลงไปดำผุดดำว่ายค่อยๆ อุ้มหอยมือเสือ ปลาดาวหมอน ขึ้นมาให้ดูกันถึงบนเรือ
สนุกสนานเพลิดเพลินใจกับเสน่ห์ของทะเลเกาะไผ่แล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องเดินทางไปสู่โรงแรมคราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา จุดหมายปลายทางอันเป็นอัครสถานแห่งเกาะลันตากันเสียที นั่งหลับสัปหงกคอตกกันอีกไม่นานนักก็มีเสียง “ถึงแล้ว” ของสมาชิกบนเรือเป็นนาฬิกาปลุกให้ทุกคนบนเรือเตรียมพร้อมขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวกันอีกครั้ง
งานนี้เจ้าบ้านสร้างความประทับใจกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงไปสัมผัสพื้นดินของเกาะลันตา เพราะเหล่าพนักงานของคราวน์ ลันตา มายืนเรียงแปลอักษรเป็นคำว่า “ยินดีต้อนรับ” สร้างรอยยิ้มให้กับชาวคณะทุกคนตั้งแต่ยังอยู่บนเรือ
และเมื่อได้ลงมาสัมผัสความสวยงามของโรงแรมแบบถึงที่หมายเรียบร้อยดีแล้ว อาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากเดินทางและแสงแดดก็หายวับไปเป็นปลิดทิ้งในทันที 1 วันแรกผ่านไป พร้อมกับการต้อนรับด้วยอาหารมื้อเก๋ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ ก่อนจะแยกย้ายเข้าห้องพักแบบบ้านใครบ้านมันเพื่อเตรียมตัวมารู้จักกับเกาะลันตาแบบเข้าคอร์สหลักสูตรเข้มข้นในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากทริป นี้เรามีเวลาเริงร่าอยู่กับคราวน์ ลันตา เพียง 3 วัน 2 คืนเท่านั้น
อิ่มท้องกับอาหารเช้ามื้อแรกของวันที่ 2 ก่อนจะได้ไปทำความรู้จักกับผู้บริหารของโรงแรมอย่างเป็นทางการ และเดินชมความสวยงามอลังการของห้องพักรูปแบบต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงถึงเวลาที่ชาวคณะจะได้ออกไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวลันตากันเสียที
งานนี้เจ้าบ้านสร้างความประทับใจกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงไปสัมผัสพื้นดินของเกาะลันตา เพราะเหล่าพนักงานของคราวน์ ลันตา มายืนเรียงแปลอักษรเป็นคำว่า “ยินดีต้อนรับ” สร้างรอยยิ้มให้กับชาวคณะทุกคนตั้งแต่ยังอยู่บนเรือ
และเมื่อได้ลงมาสัมผัสความสวยงามของโรงแรมแบบถึงที่หมายเรียบร้อยดีแล้ว อาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากเดินทางและแสงแดดก็หายวับไปเป็นปลิดทิ้งในทันที 1 วันแรกผ่านไป พร้อมกับการต้อนรับด้วยอาหารมื้อเก๋ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ ก่อนจะแยกย้ายเข้าห้องพักแบบบ้านใครบ้านมันเพื่อเตรียมตัวมารู้จักกับเกาะลันตาแบบเข้าคอร์สหลักสูตรเข้มข้นในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากทริป นี้เรามีเวลาเริงร่าอยู่กับคราวน์ ลันตา เพียง 3 วัน 2 คืนเท่านั้น
อิ่มท้องกับอาหารเช้ามื้อแรกของวันที่ 2 ก่อนจะได้ไปทำความรู้จักกับผู้บริหารของโรงแรมอย่างเป็นทางการ และเดินชมความสวยงามอลังการของห้องพักรูปแบบต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงถึงเวลาที่ชาวคณะจะได้ออกไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวลันตากันเสียที
ไกด์นำเที่ยวซึ่งเป็นชาวลันตาขนานแท้เล่าถึงเกาะแห่งอันดามันแห่งนี้ให้ฟัง (ด้วยสำเนียงแปร่งที่คนกรุงได้ยินก็จะพากันล้อว่าทองแดงร่วงกราว) ว่าหมู่เกาะลันตาเป็นเกาะทางฝั่งทะเลตะวันตกของ จ.กระบี่ หลายคนกล่าวขานกันว่าหมู่เกาะลันตาคือไข่มุกเม็ดใหม่แห่งอันดามันและยังคงความบริสุทธิ์สวยงามได้เป็นอย่างดี หมู่เกาะแห่งนี้ประกอบด้วยพื้นที่กว่า 180 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ของเกาะน้อยใหญ่จำนวนกว่า 50 เกาะ และมีการตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ลำดับที่ 62 เมื่อปี 2533 โดยจำแนกแยกย่อยออกเป็นหมู่เกาะไหง หมู่เกาะรอก หมู่เกาะห้า และหมู่เกาะลันตา
ผู้นำเที่ยวท้องถิ่นอธิบายต่อเมื่อรถตู้เคลื่อนมาจอดบริเวณหมู่บ้านชาวประมง โดยมีชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารอต้อนรับหรือมายืนรอดูผู้มาเยือนหน้าไม่คุ้นว่า เกาะลันตานั้นประกอบด้วยหาดทรายจำนวน 10 หาด ซึ่งแต่ละหาดนั้นมีความสวยงามและความโดดเด่นแตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่หาดตอนเหนือสุดคือ หาดคอกวาง เรียงต่อกันลงมาเรื่อยๆ คือ หาดคลองดาว หาดลองบีช หรือหาดพระแอะ หาดคลองโขง หาดคลองโตบ หาดคลองนิน หาดอ่าวนุ้ย หาดบากันเตียง หาดไม้ไผ่ และหาดแหลมโตนด
หลังจากที่ได้เดินดูวิถีชีวิตของชาวลันตา ได้ดูวิธีการทำ “กะปิ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อที่นี่แล้ว เราออกทัวร์ไปบริเวณรอบๆ เกาะลันตาไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงยังสถานที่ตั้งของประภาคาร น้ำเสียงสำเนียงทองแดงของไกด์คนเดิมรีบบอกให้รู้ว่าประภาคารคือสัญลักษณ์ประจำเกาะแห่งนี้
ผู้นำเที่ยวท้องถิ่นอธิบายต่อเมื่อรถตู้เคลื่อนมาจอดบริเวณหมู่บ้านชาวประมง โดยมีชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารอต้อนรับหรือมายืนรอดูผู้มาเยือนหน้าไม่คุ้นว่า เกาะลันตานั้นประกอบด้วยหาดทรายจำนวน 10 หาด ซึ่งแต่ละหาดนั้นมีความสวยงามและความโดดเด่นแตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่หาดตอนเหนือสุดคือ หาดคอกวาง เรียงต่อกันลงมาเรื่อยๆ คือ หาดคลองดาว หาดลองบีช หรือหาดพระแอะ หาดคลองโขง หาดคลองโตบ หาดคลองนิน หาดอ่าวนุ้ย หาดบากันเตียง หาดไม้ไผ่ และหาดแหลมโตนด
หลังจากที่ได้เดินดูวิถีชีวิตของชาวลันตา ได้ดูวิธีการทำ “กะปิ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อที่นี่แล้ว เราออกทัวร์ไปบริเวณรอบๆ เกาะลันตาไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงยังสถานที่ตั้งของประภาคาร น้ำเสียงสำเนียงทองแดงของไกด์คนเดิมรีบบอกให้รู้ว่าประภาคารคือสัญลักษณ์ประจำเกาะแห่งนี้
รถตู้จอดอีกครั้งที่ พิพิธภัณฑ์อำเภอเก่า ซึ่งเป็นที่รวบรวมความเป็นมาเป็นไปและวิถีชีวิตของคนบนเกาะลันตา ไกด์คนเดิมเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อเกาะแห่งนี้ให้ฟังว่า ผู้รู้หลายท่านบอกว่า “ลันตา” มาจากคำว่า “ลันตาส” “ลันตัส” เป็นภาษาชวา มลายู แปลว่าโรงเรือน ซึ่งก็คือที่ตากปลาของชาวบ้าน ส่วนความหมายที่ 2 บ้างก็ว่า “ลันตา” มาจาก “ลานตา” แปลว่าหาดทรายที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยลานตาไปทั่วหาดของเกาะ ส่วนความหมายที่ 3 คือ “ลันตา” มาจากคำว่า “ลุนตั๊ดซู” เป็นภาษาจีน โดยคำว่า “ลุน” หรือ “หลุน” แปลว่าภูเขา “ตั๊ด” แปลว่าทางไกล และ “ซู” แปลว่าเกาะ ความหมายรวมทั้งหมดคือเกาะที่มีภูเขาเป็นแนวยาวไกล ซึ่งชาวเลเรียกกันว่า “ปูเลาซาตั๊ก” โดยมีความหมายเหมือนกัน ส่วนความหมายสุดท้ายที่มีคนบอกไว้คือ “ลันตา” เพี้ยนมาจากคำว่า “ลอนตา” ในภาษามลายู แปลว่าคนจนหรือคนที่ต่อสู้อย่างปากกัดตีนถีบ ซึ่งหมายถึงคนพื้นเมืองที่เดิมทีร่อนเร่อยู่ในแถบนี้มานาน และกลุ่มคนเหล่านี้ถูกเรียกว่า “โอลังลอนตา”
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จากการเริ่มต้นของวันด้วยแสงแดดแผดจ้า ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเต็มทีแล้ว พวกเราจึงต้องรีบมุ่งหน้ากลับโรงแรมเพื่อไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดิน โดยจุดที่โรงแรมตั้งอยู่นั้นเป็นอีกหนึ่งบริเวณที่ชมความงดงามของแสงแรกแล2 วันผ่านไป พร้อมกับปาร์ตี้ส่งท้ายการมาเยือนไข่มุกเม็ดใหม่ของอันดามันแห่งนี้ เช้าวันสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ เพราะต้องบอกว่าเสน่ห์ของลันตามีมากมายเหลือเกิน นอกจากน้ำทะเลสีสวยที่เป็นขวัญใจของทุกคนแล้ว การท่องเที่ยวของที่นี่ยังมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพราะลันตาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวบ้าน
เสน่ห์ของเกาะแห่งนี้ที่ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันก็คือความสงบเงียบ ที่ยังคงรักษาวิถีการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมซึ่งเหล่าคนรุ่นหลังสามารถ อนุรักษ์และสืบทอดไว้ได้เป็นอย่างดี ก่อนจะก้าวลงเรือออกเดินทางกลับไปสู่วิถีชีวิตเดิมๆ จึงให้สัญญากับตัวเองไว้ในใจแล้วว่า “ลันตา...เราจะต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งแน่นอน”
“ลันตา” มาจากคำว่า “ลันตาส” “ลันตัส” เป็นภาษาชวา มลายู แปลว่าโรงเรือน ซึ่งก็คือที่ตากปลาของชาวบ้าน บ้างก็ว่ามาจาก “ลานตา” แปลว่าหาดทรายที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยลานตาไปทั่วหาดของเกาะ
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จากการเริ่มต้นของวันด้วยแสงแดดแผดจ้า ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเต็มทีแล้ว พวกเราจึงต้องรีบมุ่งหน้ากลับโรงแรมเพื่อไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดิน โดยจุดที่โรงแรมตั้งอยู่นั้นเป็นอีกหนึ่งบริเวณที่ชมความงดงามของแสงแรกแล2 วันผ่านไป พร้อมกับปาร์ตี้ส่งท้ายการมาเยือนไข่มุกเม็ดใหม่ของอันดามันแห่งนี้ เช้าวันสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ เพราะต้องบอกว่าเสน่ห์ของลันตามีมากมายเหลือเกิน นอกจากน้ำทะเลสีสวยที่เป็นขวัญใจของทุกคนแล้ว การท่องเที่ยวของที่นี่ยังมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพราะลันตาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวบ้าน
เสน่ห์ของเกาะแห่งนี้ที่ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันก็คือความสงบเงียบ ที่ยังคงรักษาวิถีการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมซึ่งเหล่าคนรุ่นหลังสามารถ อนุรักษ์และสืบทอดไว้ได้เป็นอย่างดี ก่อนจะก้าวลงเรือออกเดินทางกลับไปสู่วิถีชีวิตเดิมๆ จึงให้สัญญากับตัวเองไว้ในใจแล้วว่า “ลันตา...เราจะต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งแน่นอน”
“ลันตา” มาจากคำว่า “ลันตาส” “ลันตัส” เป็นภาษาชวา มลายู แปลว่าโรงเรือน ซึ่งก็คือที่ตากปลาของชาวบ้าน บ้างก็ว่ามาจาก “ลานตา” แปลว่าหาดทรายที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยลานตาไปทั่วหาดของเกาะ
ตลาดน้ำอโยธยา
ถ้ามาต่างจังหวัดต้องมาเดินตลาด
แถมยังเป็นตลาด ที่มีคอนเซ็ปต์
ปัจจุบันเสน่ห์ของ “ตลาด” กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทุกสารทิศ ด้วยว่ากันว่าหากอยากเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนใด ต้องไปเที่ยวตลาดเท่านั้นถึงจะได้ใกล้ชิดชุมชนอย่างแท้จริง
แนวคิดที่ว่ากลายเป็นที่มาในการพัฒนารูปแบบตลาดสด-ตลาดนัดแบบบ้านๆ ที่มากมายด้วยข้าวของเครื่องใช้สารพัดและอาหารการกินหลากหลายซึ่งเคยคุ้นตามาตั้งแต่เด็ก กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละท้องถิ่นถูกหยิบนำมาเป็นจุดเด่นและประยุกต์ให้การเดินตลาดดูสนุกสนานและมีสีสัน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตของแต่ละจังหวัด
เรียกว่าถ้าเที่ยวในเมืองก็คงต้องเดินห้าง แต่ถ้ามาต่างจังหวัดต้องมาเดินตลาด แถมยังเป็นตลาดที่มีคอนเซปต์ ไม่ได้เฉอะแฉะแบบตลาดสด หรือโฉ่งฉ่างแบบตลาดนัด แต่ก็ได้อรรถรสไม่แพ้กัน ดังนั้นคนชอบเดินตลาดอย่างฉันจึงไม่ขอพลาด เมื่อ คุณตุ้ม-ณิชยา ชัยวิสุทธิ์ นายกสมาคมประชาสัมพันธ์โรงแรมแห่งประเทศไทย ส่งเทียบเชิญชวนไปเที่ยวตลาดน้ำแห่งใหม่ที่อยุธยา
เช้าตรู่ของวันเสาร์ ไกด์หนุ่มอารมณ์ดีหุ่นตุ้ยนุ้ย แต่ชื่อเล่นดูกระจุ๋มกระจิ๋มกว่าขนาดตัวหลายเท่า ไกด์ลูกปัด บอกรายละเอียดของทริปวันเดียวเที่ยวอยุธยาคร่าวๆ ว่าจะพาไปเที่ยวตลาดน้ำ 2 สไตล์ซึ่งเปิดมาได้ไม่นาน แห่งแรกเป็นแหล่งของคนชอบช็อป
และมีของอร่อยหลากหลาย ใกล้กับวัดมเหยงคณ์
ส่วนแห่งที่ 2 เป็นตลาดที่มีจุดเด่นตรงที่มีการแสดงละครพื้นบ้านจากทีมนักแสดงฝีมือคุณภาพสั่งตรงจากเชียงใหม่ และจะพาไปชมพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริก ยุ้นพันธ์ ที่รวบรวมของเล่น ของสะสมมากมาย ทั้งหายาก และทรงคุณค่ามารวมไว้ในที่เดียว รวมทั้งแวะสักการะพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพานซึ่งทั้งเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพนมยงค์
ไกด์จ้ำม่ำเล่าสั้นๆ เพียงเท่านี้ แต่ดูเหมือนว่าจินตนาการของฉันบินลำหน้านำไปถึงอยุธยาก่อนตัวที่ยังคงอยู่ที่จุดสตาร์ต โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท สถานที่นัดพบก่อนเดินทางซึ่งแม่งานจัดเตรียมอาหารเช้าเป็นเบเกอรีหลากแบบให้รองท้องก่อนเดินทางซึ่งใช้เวลาไม่นานจากกรุงเทพฯ ก็ล่วงเข้าสู่ตัวเมืองอยุธยา สังเกตเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม ที่คนอยุธยาเรียกว่า เจดีย์นักเลง เพราะเป็นเจดีย์เก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านเด่นเป็นสง่า ครองพื้นที่กลางสี่แยก ไกด์ลูกปัดเล่าให้ฟังว่า เคยมีคนคิดจะย้ายเจดีย์ไปไว้ที่อื่น แต่ก็มีอันเป็นไปทุกราย
ฟังเรื่องราวชวนขนลุกในขณะที่รถบัสของคณะพวกเราขับวนรอบวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้ม จากนั้นเลี้ยวขวาไปทางวัดมเหยงคณ์ ก็จะได้พบตลาดน้ำแห่งแรกของทริปนี้ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่กลับมียอดนักท่องเที่ยวทะลุล้านคนที่แวะไปเยี่ยมเยือนตลาดน้ำอโยธยา อันแสนกว้างขวางบนพื้นที่ขนาด 30 ไร่ แถมยังอลังการตั้งแต่ทางเข้าด้วยการจำลองกำแพงเมืองขนาดใหญ่ทำเป็นป้ายชื่อตลาดที่ใครๆ เห็นก็อดไม่ได้ที่จะแวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกแทบทุกราย นอกจากนี้ยังมีป้ายบอกทางไปยังโซนต่างๆ ที่มีจุดเด่นตรงนำชื่ออำเภอทั้งหมดของ จ.พระนครศรีอยุธยา มาตั้งเป็นชื่ออาคาร สถานที่เพื่อใช้แบ่งโซนของร้านค้าประเภทต่างๆ อาทิ ตลาดบางไทรขายอาหาร ขนม ตลาดบางปะหัน โรตี ของฝาก ตลาดบางซ้าย เครื่องจักสาน
ตลาดเสนา กุ้งสด ปลาเผา
เมื่อเดินเข้าไปอารมณ์คล้ายตลาดอัมพวา มีเรือนไม้ชั้นเดียวทอดยาวสุดลูกตาถูกจัดสรรเป็นร้านค้าริมน้ำ เชื่อมต่อเรือนไม้สองฟากฝั่งของคลองขุดขนาดใหญ่ด้วยสะพานไม้ ใครอยากชิลแบบไม่ต้องเมื่อยขาเดินก็มีเรือยนต์พานักท่องเที่ยวชมบริเวณโดยรอบของตลาด ส่วนใครชอบเดินไปรับประทานอาหารคาวหวานก็มีเรือพายของขายกินนานาชนิดขนาบคู่กับทางเดินเป็นระยะ หรือจะแวะพักรับประทานเป็นเรื่องเป็นราวก็มีแคร่ไม้ไผ่ ทำเป็นซุ้มจัดมุมให้นั่งรับประทานกันเพลินๆ ร้านอาหารก็มีหลากหลายล้วนแต่เป็นอาหารไทยขึ้นชื่อจากทุกภาค เลือกชิมได้ตามอัธยาศัย นอกจากนี้แต่ละสัปดาห์ยังมีการแสดงละครอิงประวัติศาตร์และการแสดงศิลปวัฒนธรรมของแต่ละภาคหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปอีกด้วย หรือใครอยากขี่ช้างชมเมืองก็มีไว้บริการเช่นกัน
อิ่มหมีพีมันกับมื้อกลางวัน และแวะช็อปภายในเวลาอันมีจำกัด คณะพวกเราก็มุ่งตรงไปมายังพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริก ยุ้นพันธ์ บริเวณแยกโรงเรียนประตูชัย ที่จะมีอาคาร 2 ชั้น สีฟ้าสดใส ประดับประดาฝาผนังด้วยภาพเขียนน่ารักๆ ฝีมือของ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่คอยต้อนรับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นกันเอง
อาจารย์เกริกเล่าจุดเริ่มต้นความคิดที่อยากสร้างพิพิธภัณฑ์ซึ่งมาจากการได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ของเล่นคิตาฮารา (Kitahara Tin Toy Museum) ซึ่งมีของเล่นจัดแสดงจำนวนมาก เมื่อคราวที่ไปรับรางวัลนอมา (Noma) ที่ประเทศญี่ปุ่น จากผลงานหนังสือภาพสำหรับเด็กชาวนาไทย เมื่อปี 2525 จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดอยากสร้างพิพิธภัณฑ์ของเล่นขึ้นในเมืองไทย หลังจากนั้นจึงเริ่มต้นเก็บของเล่นบ้างสะสมมาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา และเมื่อ 10 ปีที่แล้วจึงมาเจอที่ดินผืนนี้ ที่สุดก็ค่อยๆ สร้าง จนความฝันกลายเป็นจริงเมื่อ
วันที่ 8 ตุลาคม 2551
อาคารสีฟ้าขาวสะอาดตาที่เป็นความใฝ่ฝันของชายคนหนึ่งและเชื่อว่าสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่มาเยี่ยมชม โดยพื้นที่ชั้นล่างคับคั่งด้วยของเล่นไทยยุคเก่า จัดเป็นนิทรรศการงานสะสมเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนไทย โดยแสดงผ่านสิ่งของเครื่องใช้ของเก่าของคนไทย เช่น เครื่องกระเบื้อง เครื่องแก้วอายุหลายร้อยปี เครื่องเรือนโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เงินตรา เครื่องประดับ งานแกะสลัก
เครื่องรางของขลัง ฯลฯ
เดินขึ้นไปชั้นบน ว่าด้วยของเล่นเก่าจากทั่วโลกอายุ 50-150 ปี ทั้งตุ๊กตาเซลลูลอยด์อายุหลายร้อยปี ของเล่นสังกะสีรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีกลไกเรื่อยมาจนถึงที่มีลาน กระทั่งใส่แบตเตอรี่ ของเล่นไม้รูปแบบต่างๆ และของเล่นพลาสติก ชั้นนี้ยังมีของเล่นที่เป็นสากล เป็นที่ชื่นชอบ
ของเด็กทุกยุคสมัยอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ยังมีมุมจำหน่ายสินค้าที่ระลึกเป็นสมุดโน้ต โปสต์การ์ด จาน ชาม เสื้อยืด กระเป๋า ซึ่งล้วนเพนต์ลายการ์ตูนน่ารักสไตล์อาจารย์เกริกที่สามารถซื้อหาติด
ไม้ติดมือในราคาย่อมเยา
หมดเวลาย้อนยุควัยเด็กก็ไปสักการะพระนอนวัดพนมยงค์ หรือวัดแม่นมโยง หรือแม่นมยงค์ ที่อยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ เยื้องกับโรงเรียนประตูชัย ซึ่งไกด์ลูกปัดเล่าประวัติโดยคร่าวให้ฟังว่า ชื่อวัดเป็นนามของพระมารดานมในพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้ปฏิบัติดี มีใจซื่อสัตย์ แและยึดถือคุณธรรม เมื่อหมดอายุขัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอุโบสถและวิหารพระนอนองค์ใหญ่เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความดีงาม และเข้าใจว่าแม่นมยงค์น่าจะเกิดวันอังคาร จึงได้สร้างพระนอนองค์ใหญ่ไว้ประจำวัด ว่ากันว่าถ้าใครได้มาสักการะจะได้รับโชคลาภ และ
หายจากอาการเจ็บป่วย
ถือเป็นความโชคดีของฉันและเพื่อนร่วมทริปอีกหลายคนที่เกิดวันอังคาร จึงถือโอกาสไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมสวดมนต์คาถาประจำวันเกิดตามคำแนะนำที่ อาจารย์คฑา ชินบัญชร ผู้บรรยายกิตติมศักดิ์ของ ททท. ที่มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัดแห่งนี้
จากนั้นไปต่อกันที่ตลาดน้ำคลองสระบัว อยู่ใจกลางสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือ อนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดหน้าพระเมรุ และเพนียดคล้องช้าง ซึ่งคลองแห่งนี้มีประวัติศาสตร์สืบทอดกันมาว่าเป็นเส้นทางที่ท้าวศรีสุดาจันทร์ กับ ขุนวรวงศาธิราช ชู้รักที่ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ และพระธิดาได้ถูกลอบปลงพระชนม์ ขณะเสด็จทางชลมารคเพื่อไปคล้องช้างเผือก ภายใต้การนำของ ขุนพิเรนทรเทพ (พระมหาธรรมราชา) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ พระร่วงและสุพรรณภูมิ ก่อการยึดบัลลังก์คืนจากราชวงศ์ละโว้-อโยธยา ปัจจุบันคลองที่ว่ากลายเป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนสบายๆ ใน รูปแบบแพขนาดใหญ่ที่สร้างทอดขนานไปตามริมสระน้ำซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางรองรับนักท่องเที่ยวได้หลายร้อยคน บรรยากาศโล่งโปร่ง สายลมพัดเอื่อยเย็นสบาย แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้ นานาพรรณ ช่วยทำให้เพลิดเพลินกับการเลือกชิมอาหารนานาชนิด ทั้งอาหารภาคกลาง เหนือ อีสาน อย่างไม่รู้จักคำว่าอิ่ม
ดัดแปลงเป็นจานดูเก๋ไก๋แปลกตาไปอีกแบบ แต่อีกจุดเด่นที่เป็นไฮไลท์ซึ่งไม่ควรพลาดของตลาดน้ำแห่งนี้ เห็นจะเป็นการแสดงละคร พื้นบ้าน (มโนราห์ ไกรทอง พระลอ สังข์ทอง กากี จันทโครพ นางสิบสอง ปลาบู่ทอง พระอภัยมณี) จากนักแสดงฝีมือดีจากเชียงใหม่ พร้อมขับเสภาบนเวทีกลางน้ำแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีการแสดงไม่ซ้ำกันวันละ 5 รอบ รอบละครึ่งชั่วโมง ในรอบที่คณะของพวกเราไปชม เป็นการแสดงละครพื้นบ้านเรื่องสังข์ทอง ตอนรจนาเลือกคู่ ซึ่งทั้งสวยงามด้วยท่าทางการร่ายรำ เสื้อผ้านักแสดงก็แต่งกันครบเครื่อง แถมเนื้อเรื่องยังสนุกสนาน ดูไม่เบื่อ เพราะผู้อำนวยการผลิต ละครฯ และนักแสดงสอดแทรก มุกตลกที่ทันสมัย เรียกเสียงฮา และความสนใจจากคนดูให้ชมได้ อย่างไม่วางตา แต่ต้องขอย้ำว่าตลาดเปิดให้บริการเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 10.00-17.30 น.
เย็นย่ำราวห้าโมงเย็นคณะของพวกเราได้รับเกียรติจากคุณดำรง พุฒตาล อดีต สว. กรุงเทพฯ ในฐานะเจ้าของบ้านด้วยพื้นเพเธอเป็นคนอยุธยา จึงเชิญคณะของพวกเราร่วมรับประทานอาหารเย็นที่บ้านเวียงเหล็ก (ตั้งตามชื่อตำบลซึ่งปัจจุบันไม่มีตำบลนี้แล้ว) บ้านพักส่วนตัวบนพื้นที่ 1 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเรือนไทยประยุกต์ซึ่งเดิมเป็นของตระกูลบุนนาค โดยคุณดำรงยังปลูกบ้านสไตล์โมเดิร์นอีกหลังซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันสำหรับพักอาศัยยามมาพักผ่อนช่วงวันหยุดอีกด้วย
มื้อเย็นนี้คุณดำรง และคุณกานดา-ภรรยา เตรียมอาหารไทย-มุสลิมรสชาติเยี่ยม ทั้ง สลัดแขก ข้าวหมกไก่ สตูเนื้อ หรืออาหารไทยอย่างผัดหมี่โบราณ และลาบไก่ คอยต้อนรับไว้ให้พวกเราได้อิ่มท้องพร้อมรื่นรมย์กับทิวทัศน์ยามเย็นริมแม่น้ำ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางวงแหวนรอบนอกบางปะอิน-กรุงเทพฯ พวกเรานั่งเพลินๆ พร้อมฟังไกด์ลูกปัดเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ น่ารู้ของพระนเรศวรมหาราช และบุรพกษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ฟังเมื่อไหร่ เลือดรักชาติก็จะพลุ่งพล่านขึ้นมาเสมอ จบเรื่องเล่าที่สนุกสนานและได้ความรู้ในคราวเดียว ก็ถึงที่หมายไร้กังวลเรื่องรถติด
…เป็นอันจบทริปเที่ยวเมืองกรุงเก่าที่ไปครั้งใดก็ประทับใจ และมีอันต้องไปแล้ว ไปอีก แต่ก็ยังชอบไปอย่างไม่รู้เบื่อ!!

เที่ยวหัวหิน
| ที่มา : http://www.whoweeklymagazine.com/gourmet_content_detail.php?t=travel&t1=gourmet&id=51 หัวหินเสน่ห์ที่ไม่เคยจางหาย เสน่ห์ของหัวหิน เป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าไม่เคยลดน้อยลง แม้จะมีสมุย ภูเก็ต เกาะช้าง ฯลฯ เป็นคู่แข่งตามมาติดๆ แต่หัวหิน ก็ยังเป็นหัวหินเสมอ ไม่มีที่ใดเหมือนหลายครั้งที่โยนกระเป๋าใส่หลังรถ แล้วบอกตัวเองว่าคืนนี้จะไปค้างที่หัวหิน ทั้งที่ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ไกลกว่าบางแสน พัทยา และเลยชะอำไปอีกร่วม 20 กิโลเมตร แต่ทำไมต้องเป็นหัวหิน ขอย้ำ เพราะหัวหินไม่มีที่ใดเหมือนน่ะซี ไปพักผ่อนกับครอบครัว นั่นเป็นสิ่งที่ทำกันมาเนิ่นนาน จนหัวหินแทบจะกลายเป็นบ้านที่สองไปแล้ว ไปกับเพื่อนก็เตรียมโปรแกรมสนุกๆรอไว้ได้เลย กระทั่งไปคนเดียว ก็…บ่อย |
![]() | หลายครั้งที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าคราวนี้จะไปทำอะไร แต่เมื่อไปถึง ก็มีอะไรให้ทำเสมอส่วนครั้งนี้ฉันอยากสำรวจหัวหินคนที่คุ้นกับหัวหินมักจะบอกว่าหัวหินเปลี่ยนไปเร็วมากในช่วงหลัง บ้านแบบดั้งเดิมของหัวหินที่ฉันชอบเรียกกันว่า “บ้านปริศนา”ซึ่งเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง หน้าต่างบานยาว ระเบียงกว้าง หลังคามุงกระเบื้องว่าว ที่ขาดไม่ได้คือต้นลั่นทม...ไม่ใช่ซี ยุคนี้ต้องบอกว่า...ลีลาวดี สัญลักษณ์ของบ้านพักตากอากาศ เหล่านี้กำลังหายไป คอนโดมิเนียมผุดขึ้นมาแทนแทบทุกถนนอย่างน่าเสียดาย แต่ เจ้าของที่ทั้งหลายก็คงอดใจไม่ไหวกับราคาที่ดินของหัวหินซึ่งพุ่งเอาๆ จนรักษาบ้านไว้เพื่อไปพักผ่อนเป็นครั้งคราว กลายเป็นเรื่องยาก เล่ากันว่าที่ดินบางแปลงเมื่อซื้อมานั้น 1 ไร่เพียงล้านเศษๆ แต่ขายเปลี่ยนมือเมื่อไม่นานมานี้ 40 ล้าน ขณะที่บ้านอีกหลัง ที่ดิน หย่อนไร่ไปบ้าง ซื้อมา 25 ล้าน สร้างบ้านโมเดิร์นหน้าตาแข็งแรงลงไปเกือบเต็มพื้นที่ ข่าวว่าประกาศขายแล้วในราคา 170 ล้าน เฮ้อ! หัวหินที่เคยรู้จักเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ดีที่กลุ่มเซ็นทาราหรือเซ็นทรัลเดิมซึ่งไปสร้างโรงแรมสวยที่นั่น โซฟิเทล เซนทาราแกรนด์ รีสอร์ต แอนด์ วิลล่า พยายามคงความเป็นบ้านหัวหินไว้ในหลายส่วน ทั้งที่หากย้อนอดีตกลับไป สถานที่ตั้งโรงแรมในปัจจุบัน ก็คือโรงแรมรถไฟ ย้อนกลับไปครั้งกระนู้น บางคนอาจพอจำได้ สถานที่ดินเนอร์หรือเต้นรำให้โก้ หนีไม่พ้นโรงแรมรถไฟแห่งนี้ เพียงแค่หลับตาย้อนรำลึก ก็ราวกับมีเสียงเพลงฟลอร์เฟื่องฟ้าอ่อนหวานดังขึ้น ผู้หญิงนุ่งกระโปรงบานหมุนตัวในอ้อมแขนชายหนุ่มของเธอ |
หัวหินยุคนี้ แม้จะมีที่พักที่เดิม แต่บรรยากาศหรูหราและสะดวกสบายมากขึ้น บางคนว่าเป็นโชคดีของโรงแรมฮิลตัน หัวหิน ตึกสูงใกล้โซฟิเทลฯที่สร้างก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติห้ามสร้างตึกสูงใกล้พระราชฐาน เสียดายหากมีการกำหนดก่อนหน้านั้น เราอาจเห็นโรงแรมสวยทอดยาวเลียบชายหาดมากกว่าที่เป็น ความสนุกอย่างหนึ่งของฉันยามไปหัวหินคือการขับรถเอื่อยดูบ้านเรือน ที่ขาดการติดตามสักเดือนเดียวเท่านั้น หัวหินมีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นทันที |
นอกจากโรงแรมหรูขนาดใหญ่แล้ว คนกรุงเทพฯฮิปๆหลายคน ที่พอมีมรดกตกทอดเป็นที่ดินในหัวหิน หันมาทำรีสอร์ตขนาดกลางและขนาดเล็กหลายแห่ง บนถนนแนบเคหาสน์ซึ่งขนานคู่กันกับถนนเพชรเกษมที่ตัดผ่านตัวเมือง ก็มีรีสอร์ตสวยอย่าง Asara แต่ที่สุดฮิป ต้องยกให้พุทธรักษาของคุณโม-แวววดี เตชะกัลยาณธรรม ลูกสาวคุณภัทราวดี มีชูธน เธอทำรีสอร์ตทั้งสองฟากถนนจากที่ดินคุณยาย-คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ เจ้าของเรือข้ามฟากที่แสนจะโด่งดัง นัยว่าช่วงวันหยุดไม่เคยมีห้องว่างเลยทีเดียว หลายคนเลือกพักรีสอร์ตของคุณโมแทนที่จะพักที่บ้าน เผลอๆได้สังสรรค์กับเพื่อนพ้องที่ไปจากกรุงเทพฯอย่างไม่ตั้งใจ | ![]() |
| เรื่องนี้อดอิจฉาลูกหลานคุณหญิงสุภัทราไม่ได้ เพราะคุณหญิงสะสมที่ดินไว้หลายแปลงจริงๆ คุณป้าคุณโม คุณติ๋ม-สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงครามก็ทำร้านอาหารและรีสอร์ตสวยโก้ ชื่อสุภัทราอยู่ทางไปเขาตะเกียบ ว่าแล้วต้องกลับไปเกาะเข่าถามญาติผู้ใหญ่ทั้งหลายว่าโฉนดบานใหญ่ๆที่มักจะเอามากางขู่ลูกหลานนั้น มีที่ดินที่หัวหินอยู่ตรงไหนอีกบ้างไหม ไม่บอก ไม่รักนะเอ้า บางคนดัดแปลงบ้านพักหลังเดิมเป็นรีสอร์ตสวย สร้างเพิ่มเติมบ้างก็ยังคงเค้าเดิม อย่างบ้านลักษสุภา ของม.ล.ลักษสุภา กฤดากร ข้างโรงแรมโซฟิเทลฯ ก็น่าสนใจทั้งรีสอร์ตและตัวเจ้าของ สีขาวสะอ้านในทุกที่ทำให้ฉันคิดถึงภาพครั้งที่คุณลักษณ์ในฐานะที่เป็นธิดาทูต สวมชุดขาวพร้อมหมวกปีกกว้าง ยืนโดดเด่นในพิธีสวนสนามของนักเรียนนายร้อยดันทรูน ที่ออสเตรเลียเมื่อหลายๆสิบปีที่แล้ว นู้น เวลาผ่านไปเร็วเสมอ |
ถ้าขับรถเลยไปจนถึงสะพานข้ามทางรถไฟ เราไม่ข้ามแต่เลือกเลี้ยวซ้ายไปเส้นทางเขาตะเกียบแทน ถนนเส้นนั้นนอกจากเป็นที่ตั้งของร้านอาหารทะเล-เจ๊เขียวซึ่งแสนจะโด่งดังแล้ว ตั้งแต่หัวมุมถนนไป แทบทุกที่ล้วนเป็นของคนดังจากกรุงเทพฯทั้งสิ้น หัวมุมนั่นป้ายชีวาศรมของอดีตนักการเมืองใหญ่ ผู้ล่วงลับ คุณบุญชู โรจนเสถียร ข่าวว่าดาราฮอลลีวู้ดหลายคนเลือกรีสอร์ตแห่งนี้เป็นที่พักกายฟื้นใจ ชนิดที่เอ่ยชื่อมาต้องถามซ้ำว่าจริงหรือเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีดาราชื่อเสียงก้องโลกมาพักอยู่ใกล้ๆเราแค่นี้ ใกล้ๆกันเป็นบ้านสระสวน แวะเข้าไปอาจเจอคนรู้จัก เพราะเป็นบ้านพักตากอากาศแห่งแรกๆที่สร้างขาย ลักษณะเหมือนทาวน์เฮาส์ที่ติดต่อคดเค้ียวกันไปตามพื้นที่ปล่อยให้สระน้ำไหลผ่านบ้านทุกหลัง ขณะที่สวนก็มีต้นไม้เขียวชะอุ่ม สมชื่อ บนถนนที่มุ่งสู่เขาตะเกียบมีรีสอร์ตสวยน่าพักหลายแห่ง ตั้งแต่กบาลถมอร์ ซึ่งสร้างเป็นรูปทรงกลมเผลอๆนึกว่ากำลังอยู่ในหมู่บ้านชนเผ่าที่ไหนสักแห่ง บ้านทะเลดาว อย่างหลังนี่ถ้าไม่จอง หาห้องยากทีเดียว เพราะราคาพอสู้ไหว ไม่สูงกว่าครึ่งหมื่นเหมือนอย่างเดอะ ร็อคซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน แต่ออกแนวโมเดิร์นกว่ามาก ถ้าไปย่านนั้นแล้วจะแวะผ่านเข้าไปชมบ้านบ่อจืดก็ดี แต่ ที่นั่นขึ้นป้ายกันนักท่องเที่ยวพลัดหลงเข้าไปว่า Privacyฉะนั้นที่ว่าชมนั้น หมายเหตุชมจากด้านนอกตัวบ้าน ซึ่งตัวตึกใหญ่สร้างโดยอิงแบบเดิมที่เป็นเรือนริมหาด สวยเหลือใจทีเดียว ถ้ายังไม่จุใจจะพัก “ชมทะเล” รีสอร์ตชื่อเป็นทะเล้...ทะเลของคุณวิโรจน์ นวลแขก็ไม่ผิดกติกา อยากเดินผ่านบ้านบ่อจืด(ด้านนอก)วันละกี่เที่ยวก็ย่อมได้ | ![]() |
![]() | แต่ถ้าผ่านไปจนสุดถนนเดียวกัน วระบุระ รีสอร์ตติดลูกไม้ชายคายังมีอยู่ ฉันเคยเดินเรื่อยเปื่อยเข้าไป เข้าใจว่าน่าจะสั่งน้ำมะตูมมาดื่มได้ เพราะดูจากลูกไม้และเหล่าผู้คนที่นุ่งโจงกระเบงสีสวยหวานเดินผ่านอยู่แถวนั้น แต่แค่บอกว่ามิได้พักที่นั่น อาการฝืดคอก็เกิดขึ้นทันควัน เพราะสวิตช์ของผู้ถามปิดฉับทันทีเหมือนกัน เรื่องนี้ต้องยกให้ วิคเตอร์ สุขเสรี จีเอ็มของโรงแรมดุสิตธานี หัวหินชะอำ โรงแรมเธอโก้โดยไม่ต้องเสแสร้ง แต่ ทุกผู้คนเป็นมิตรโดยน้ำใสใจจริงดีแท้ น่าชื่นใจจริงๆที่อบรมบ่มกริยาพนักงานได้ถึงเพียงนั้น |
เราขับรถผ่านรีสอร์ตต่างๆไปหลายแห่ง รวมทั้งเล็ตส์ ซี ที่พัฒนามาจากร้านอาหาร แต่ดูเหมือนว่าหลังจากเติบโตแล้ว เล็ตส์ ซีก็เปี๊ยนไป๋เหมือนกัน เราจึงจำต้องโบกมือบ๋ายบายกันอย่างน่าเสียดาย ขอแวะดินเนอร์กันที่ลาแมร์ ร้านอาหารทะเลบนยอดเขาตะเกียบ รสชาติอาหารแทบไม่ได้คำนึงถึง รู้แต่ว่ารอเก็บภาพสวยของหัวหินยามค่ำคืนมาฝากกันดีกว่า |
จุดหมายปลายทางของฉันกลับไม่ใช่หัวหิน แต่เป็นเอวาซอนรีสอร์ตของซิกส์เซ้นส์มากกว่า ต้องขับเลยหัวหินไปทางปราณบุรีอีกประมาณ 10 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายไม้สีน้ำตาล โดดเด่นและเป็นธรรมชาติมาตั้งแต่ป้ายนั่นเชียว ฉันเป็นแฟนรีสอร์ตในเครือของซิกส์เซ้นส์เพราะหนูก๊อ-เบญจวรรณ สุทธิคำ พีอาร์ใหญ่ที่นั่นและเพื่อน-วีรศักดิ์ ชุณหจักร แท้ๆที่หมั่นชวนกันไปไม่ขาด ไปแล้วจึงต้องไปต่ออีกเนืองๆ ติดใจจนกู่ไม่กลับ | ![]() |
ลองจินตนาการถึงที่พักซึ่งสุดแสนจะธรรมชาติ แต่สะดวกสบายครบครัน ฉันว่าหาที่ไหนเหมือนรีสอร์ตในกรุ๊ปนี้ยากเต็มที หลังคามุงใบตองตึงอบแห้งแผ่นใหญ่ เรียงตัวกันแน่น กรุด้วยไม้สวยอีกชั้น กระจกแทบจะรอบด้านเพื่อให้รู้สึกโปร่งสบาย แต่เป็นส่วนตัวด้วยกำแพงสีขาว ถ้าเลือก Pool Villa กระโดดน้ำฉ่ำได้ทั้งวัน จะว่ายน้ำหรือแช่เกลือหอมในจากุซซี่กลางแจ้ง สวรรค์รำไรแท้ๆเชียว ฉันมักจะสั่งอาหารเช้าเป็นรูมเซอร์วิส มารับประทานในศาลาริมสระ ตัวศาลาลดต่ำลงให้ขอบสระเสมอสายตา กินไปนึกว่าลอยตัวอยู่ในสระทุกครั้ง เพียงแต่ทั้งท้องและหนังตามักจะหนักอึ้งจนลอยไม่ไหว นั่นต่างหากที่รู้ว่ายังมิได้ลงน้ำจริงๆจังๆ |
![]() | ฉันพักทางด้านไฮด์อะเวย์ ซึ่งเป็นส่วนตัวกว่า วิลล่าแต่ละหลังมีบัตเลอร์คอยดูแล ตั้งแต่เช็คอิน ซึ่งลงจากรถก็นั่งรถกอล์ฟไปถึงหน้าห้องพักเลยทีเดียว เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็มีเม่นนอนหมอบให้ขนแข็งช่วยเคาะทำความสะอาดรองเท้า เช็คหน้าห้องพักให้เรียบร้อยว่าดวงตาโตที่มีขนตางอนเช้งอยู่หน้าประตูห้องนั้นปิดตาดีแล้ว เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ Please do not disturb ออกจากห้องพักเมื่อไร อย่าลืมเลื่อนเปิดตาเธอล่ะ ประเดี๋ยวบัตเลอร์ไม่กล้ากวน เลยไม่ต้องทำความสะอาดห้องกัน |
| เดินผ่านทางเดินเล็กๆ สองข้างเป็นสระบัว เบื้องหน้าเป็นสระว่ายน้ำ ซ้ายเป็นห้องพัก ขวาเป็นลีฟวิ่งรูม ที่มีเดย์เบดตัวใหญ่ให้เอกเขนกสองตัว เราเคยคุยกันว่า พักที่นี่ทีไร ผิดใจกับคนไปด้วยเมื่อไร ก็ยังสนุกได้ เพราะแยกกันพักฝั่งใครฝั่งมัน โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันยังได้ ทั้งสองฟากมีเหมือนกันทั้งห้องน้ำและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ยกเว้นเตียงใหญ่ที่มีมุ้งบางเบาตลบไว้ นั่นมีเฉพาะฟากฝั่งห้องพักเท่านั้น แต่อย่างอื่นทั้งสองฟากไม่เกินหน้ากัน ไปพักที่นั่นกี่หน ฉันก็อัศจรรย์ใจทุกครั้ง |
ว่าสองสามีภรรยา โสนุและเอวา นักธุรกิจและภรรยานางแบบ ซึ่งมีรีสอร์ตทั่วโลกนั้น ช่างคิดเหลือเกิน เขาดัดแปลงให้ของท้องถิ่นแต่ละแห่งมารวมกันเป็นความสะดวกสบายอย่างน่าทึ่ง ที่พักในเครือของซิกส์เซ้นส์นั้นเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติโดยไม่ต้องบอกกล่าว กำแพงปูนยังมีโครงของไม้ไผ่โผล่มาให้เห็น จริงใจเหลือเกิน สปาของที่นั่นเป็นบ้านดินที่ไม่ต้องอวดอ้างสรรพคุณ เพราะสามารถบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์และธรรมชาติได้อย่างดีบริเวณกว้างขวางของเอวาซอน ให้เราเดินทอดน่องได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อิจฉาคนที่นั่นอีกแล้ว วันเวลาของเขาอิ่มสุขโดยไม่ต้องไขว่คว้า จะว่าไป หัวหินมีอะไรให้ทำทุกครั้งเสมอ | ![]() Evason |
![]() Evason | ![]() Pool Villa รีสอร์ตสวยของเอวาซอน ไฮด์อะเวย์ ในกลุ่มซิกซ์เซนส์ แอนด์ สปา รีสอร์ต ที่ที่ธรรมชาติยังอยู่ |
![]() |
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)























































