ถ้ามาต่างจังหวัดต้องมาเดินตลาด
แถมยังเป็นตลาด ที่มีคอนเซ็ปต์
ปัจจุบันเสน่ห์ของ “ตลาด” กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทุกสารทิศ ด้วยว่ากันว่าหากอยากเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนใด ต้องไปเที่ยวตลาดเท่านั้นถึงจะได้ใกล้ชิดชุมชนอย่างแท้จริง
แนวคิดที่ว่ากลายเป็นที่มาในการพัฒนารูปแบบตลาดสด-ตลาดนัดแบบบ้านๆ ที่มากมายด้วยข้าวของเครื่องใช้สารพัดและอาหารการกินหลากหลายซึ่งเคยคุ้นตามาตั้งแต่เด็ก กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละท้องถิ่นถูกหยิบนำมาเป็นจุดเด่นและประยุกต์ให้การเดินตลาดดูสนุกสนานและมีสีสัน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตของแต่ละจังหวัด
เรียกว่าถ้าเที่ยวในเมืองก็คงต้องเดินห้าง แต่ถ้ามาต่างจังหวัดต้องมาเดินตลาด แถมยังเป็นตลาดที่มีคอนเซปต์ ไม่ได้เฉอะแฉะแบบตลาดสด หรือโฉ่งฉ่างแบบตลาดนัด แต่ก็ได้อรรถรสไม่แพ้กัน ดังนั้นคนชอบเดินตลาดอย่างฉันจึงไม่ขอพลาด เมื่อ คุณตุ้ม-ณิชยา ชัยวิสุทธิ์ นายกสมาคมประชาสัมพันธ์โรงแรมแห่งประเทศไทย ส่งเทียบเชิญชวนไปเที่ยวตลาดน้ำแห่งใหม่ที่อยุธยา
เช้าตรู่ของวันเสาร์ ไกด์หนุ่มอารมณ์ดีหุ่นตุ้ยนุ้ย แต่ชื่อเล่นดูกระจุ๋มกระจิ๋มกว่าขนาดตัวหลายเท่า ไกด์ลูกปัด บอกรายละเอียดของทริปวันเดียวเที่ยวอยุธยาคร่าวๆ ว่าจะพาไปเที่ยวตลาดน้ำ 2 สไตล์ซึ่งเปิดมาได้ไม่นาน แห่งแรกเป็นแหล่งของคนชอบช็อป
และมีของอร่อยหลากหลาย ใกล้กับวัดมเหยงคณ์
ส่วนแห่งที่ 2 เป็นตลาดที่มีจุดเด่นตรงที่มีการแสดงละครพื้นบ้านจากทีมนักแสดงฝีมือคุณภาพสั่งตรงจากเชียงใหม่ และจะพาไปชมพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริก ยุ้นพันธ์ ที่รวบรวมของเล่น ของสะสมมากมาย ทั้งหายาก และทรงคุณค่ามารวมไว้ในที่เดียว รวมทั้งแวะสักการะพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพานซึ่งทั้งเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพนมยงค์
ไกด์จ้ำม่ำเล่าสั้นๆ เพียงเท่านี้ แต่ดูเหมือนว่าจินตนาการของฉันบินลำหน้านำไปถึงอยุธยาก่อนตัวที่ยังคงอยู่ที่จุดสตาร์ต โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท สถานที่นัดพบก่อนเดินทางซึ่งแม่งานจัดเตรียมอาหารเช้าเป็นเบเกอรีหลากแบบให้รองท้องก่อนเดินทางซึ่งใช้เวลาไม่นานจากกรุงเทพฯ ก็ล่วงเข้าสู่ตัวเมืองอยุธยา สังเกตเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม ที่คนอยุธยาเรียกว่า เจดีย์นักเลง เพราะเป็นเจดีย์เก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านเด่นเป็นสง่า ครองพื้นที่กลางสี่แยก ไกด์ลูกปัดเล่าให้ฟังว่า เคยมีคนคิดจะย้ายเจดีย์ไปไว้ที่อื่น แต่ก็มีอันเป็นไปทุกราย
ฟังเรื่องราวชวนขนลุกในขณะที่รถบัสของคณะพวกเราขับวนรอบวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้ม จากนั้นเลี้ยวขวาไปทางวัดมเหยงคณ์ ก็จะได้พบตลาดน้ำแห่งแรกของทริปนี้ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่กลับมียอดนักท่องเที่ยวทะลุล้านคนที่แวะไปเยี่ยมเยือนตลาดน้ำอโยธยา อันแสนกว้างขวางบนพื้นที่ขนาด 30 ไร่ แถมยังอลังการตั้งแต่ทางเข้าด้วยการจำลองกำแพงเมืองขนาดใหญ่ทำเป็นป้ายชื่อตลาดที่ใครๆ เห็นก็อดไม่ได้ที่จะแวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกแทบทุกราย นอกจากนี้ยังมีป้ายบอกทางไปยังโซนต่างๆ ที่มีจุดเด่นตรงนำชื่ออำเภอทั้งหมดของ จ.พระนครศรีอยุธยา มาตั้งเป็นชื่ออาคาร สถานที่เพื่อใช้แบ่งโซนของร้านค้าประเภทต่างๆ อาทิ ตลาดบางไทรขายอาหาร ขนม ตลาดบางปะหัน โรตี ของฝาก ตลาดบางซ้าย เครื่องจักสาน
ตลาดเสนา กุ้งสด ปลาเผา
เมื่อเดินเข้าไปอารมณ์คล้ายตลาดอัมพวา มีเรือนไม้ชั้นเดียวทอดยาวสุดลูกตาถูกจัดสรรเป็นร้านค้าริมน้ำ เชื่อมต่อเรือนไม้สองฟากฝั่งของคลองขุดขนาดใหญ่ด้วยสะพานไม้ ใครอยากชิลแบบไม่ต้องเมื่อยขาเดินก็มีเรือยนต์พานักท่องเที่ยวชมบริเวณโดยรอบของตลาด ส่วนใครชอบเดินไปรับประทานอาหารคาวหวานก็มีเรือพายของขายกินนานาชนิดขนาบคู่กับทางเดินเป็นระยะ หรือจะแวะพักรับประทานเป็นเรื่องเป็นราวก็มีแคร่ไม้ไผ่ ทำเป็นซุ้มจัดมุมให้นั่งรับประทานกันเพลินๆ ร้านอาหารก็มีหลากหลายล้วนแต่เป็นอาหารไทยขึ้นชื่อจากทุกภาค เลือกชิมได้ตามอัธยาศัย นอกจากนี้แต่ละสัปดาห์ยังมีการแสดงละครอิงประวัติศาตร์และการแสดงศิลปวัฒนธรรมของแต่ละภาคหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปอีกด้วย หรือใครอยากขี่ช้างชมเมืองก็มีไว้บริการเช่นกัน
อิ่มหมีพีมันกับมื้อกลางวัน และแวะช็อปภายในเวลาอันมีจำกัด คณะพวกเราก็มุ่งตรงไปมายังพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริก ยุ้นพันธ์ บริเวณแยกโรงเรียนประตูชัย ที่จะมีอาคาร 2 ชั้น สีฟ้าสดใส ประดับประดาฝาผนังด้วยภาพเขียนน่ารักๆ ฝีมือของ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่คอยต้อนรับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นกันเอง
อาจารย์เกริกเล่าจุดเริ่มต้นความคิดที่อยากสร้างพิพิธภัณฑ์ซึ่งมาจากการได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ของเล่นคิตาฮารา (Kitahara Tin Toy Museum) ซึ่งมีของเล่นจัดแสดงจำนวนมาก เมื่อคราวที่ไปรับรางวัลนอมา (Noma) ที่ประเทศญี่ปุ่น จากผลงานหนังสือภาพสำหรับเด็กชาวนาไทย เมื่อปี 2525 จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดอยากสร้างพิพิธภัณฑ์ของเล่นขึ้นในเมืองไทย หลังจากนั้นจึงเริ่มต้นเก็บของเล่นบ้างสะสมมาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา และเมื่อ 10 ปีที่แล้วจึงมาเจอที่ดินผืนนี้ ที่สุดก็ค่อยๆ สร้าง จนความฝันกลายเป็นจริงเมื่อ
วันที่ 8 ตุลาคม 2551
อาคารสีฟ้าขาวสะอาดตาที่เป็นความใฝ่ฝันของชายคนหนึ่งและเชื่อว่าสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่มาเยี่ยมชม โดยพื้นที่ชั้นล่างคับคั่งด้วยของเล่นไทยยุคเก่า จัดเป็นนิทรรศการงานสะสมเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนไทย โดยแสดงผ่านสิ่งของเครื่องใช้ของเก่าของคนไทย เช่น เครื่องกระเบื้อง เครื่องแก้วอายุหลายร้อยปี เครื่องเรือนโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เงินตรา เครื่องประดับ งานแกะสลัก
เครื่องรางของขลัง ฯลฯ
เดินขึ้นไปชั้นบน ว่าด้วยของเล่นเก่าจากทั่วโลกอายุ 50-150 ปี ทั้งตุ๊กตาเซลลูลอยด์อายุหลายร้อยปี ของเล่นสังกะสีรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีกลไกเรื่อยมาจนถึงที่มีลาน กระทั่งใส่แบตเตอรี่ ของเล่นไม้รูปแบบต่างๆ และของเล่นพลาสติก ชั้นนี้ยังมีของเล่นที่เป็นสากล เป็นที่ชื่นชอบ
ของเด็กทุกยุคสมัยอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ยังมีมุมจำหน่ายสินค้าที่ระลึกเป็นสมุดโน้ต โปสต์การ์ด จาน ชาม เสื้อยืด กระเป๋า ซึ่งล้วนเพนต์ลายการ์ตูนน่ารักสไตล์อาจารย์เกริกที่สามารถซื้อหาติด
ไม้ติดมือในราคาย่อมเยา
หมดเวลาย้อนยุควัยเด็กก็ไปสักการะพระนอนวัดพนมยงค์ หรือวัดแม่นมโยง หรือแม่นมยงค์ ที่อยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ เยื้องกับโรงเรียนประตูชัย ซึ่งไกด์ลูกปัดเล่าประวัติโดยคร่าวให้ฟังว่า ชื่อวัดเป็นนามของพระมารดานมในพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้ปฏิบัติดี มีใจซื่อสัตย์ แและยึดถือคุณธรรม เมื่อหมดอายุขัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอุโบสถและวิหารพระนอนองค์ใหญ่เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความดีงาม และเข้าใจว่าแม่นมยงค์น่าจะเกิดวันอังคาร จึงได้สร้างพระนอนองค์ใหญ่ไว้ประจำวัด ว่ากันว่าถ้าใครได้มาสักการะจะได้รับโชคลาภ และ
หายจากอาการเจ็บป่วย
ถือเป็นความโชคดีของฉันและเพื่อนร่วมทริปอีกหลายคนที่เกิดวันอังคาร จึงถือโอกาสไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมสวดมนต์คาถาประจำวันเกิดตามคำแนะนำที่ อาจารย์คฑา ชินบัญชร ผู้บรรยายกิตติมศักดิ์ของ ททท. ที่มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัดแห่งนี้
จากนั้นไปต่อกันที่ตลาดน้ำคลองสระบัว อยู่ใจกลางสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือ อนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดหน้าพระเมรุ และเพนียดคล้องช้าง ซึ่งคลองแห่งนี้มีประวัติศาสตร์สืบทอดกันมาว่าเป็นเส้นทางที่ท้าวศรีสุดาจันทร์ กับ ขุนวรวงศาธิราช ชู้รักที่ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ และพระธิดาได้ถูกลอบปลงพระชนม์ ขณะเสด็จทางชลมารคเพื่อไปคล้องช้างเผือก ภายใต้การนำของ ขุนพิเรนทรเทพ (พระมหาธรรมราชา) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ พระร่วงและสุพรรณภูมิ ก่อการยึดบัลลังก์คืนจากราชวงศ์ละโว้-อโยธยา ปัจจุบันคลองที่ว่ากลายเป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนสบายๆ ใน รูปแบบแพขนาดใหญ่ที่สร้างทอดขนานไปตามริมสระน้ำซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางรองรับนักท่องเที่ยวได้หลายร้อยคน บรรยากาศโล่งโปร่ง สายลมพัดเอื่อยเย็นสบาย แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้ นานาพรรณ ช่วยทำให้เพลิดเพลินกับการเลือกชิมอาหารนานาชนิด ทั้งอาหารภาคกลาง เหนือ อีสาน อย่างไม่รู้จักคำว่าอิ่ม
ดัดแปลงเป็นจานดูเก๋ไก๋แปลกตาไปอีกแบบ แต่อีกจุดเด่นที่เป็นไฮไลท์ซึ่งไม่ควรพลาดของตลาดน้ำแห่งนี้ เห็นจะเป็นการแสดงละคร พื้นบ้าน (มโนราห์ ไกรทอง พระลอ สังข์ทอง กากี จันทโครพ นางสิบสอง ปลาบู่ทอง พระอภัยมณี) จากนักแสดงฝีมือดีจากเชียงใหม่ พร้อมขับเสภาบนเวทีกลางน้ำแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีการแสดงไม่ซ้ำกันวันละ 5 รอบ รอบละครึ่งชั่วโมง ในรอบที่คณะของพวกเราไปชม เป็นการแสดงละครพื้นบ้านเรื่องสังข์ทอง ตอนรจนาเลือกคู่ ซึ่งทั้งสวยงามด้วยท่าทางการร่ายรำ เสื้อผ้านักแสดงก็แต่งกันครบเครื่อง แถมเนื้อเรื่องยังสนุกสนาน ดูไม่เบื่อ เพราะผู้อำนวยการผลิต ละครฯ และนักแสดงสอดแทรก มุกตลกที่ทันสมัย เรียกเสียงฮา และความสนใจจากคนดูให้ชมได้ อย่างไม่วางตา แต่ต้องขอย้ำว่าตลาดเปิดให้บริการเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 10.00-17.30 น.
เย็นย่ำราวห้าโมงเย็นคณะของพวกเราได้รับเกียรติจากคุณดำรง พุฒตาล อดีต สว. กรุงเทพฯ ในฐานะเจ้าของบ้านด้วยพื้นเพเธอเป็นคนอยุธยา จึงเชิญคณะของพวกเราร่วมรับประทานอาหารเย็นที่บ้านเวียงเหล็ก (ตั้งตามชื่อตำบลซึ่งปัจจุบันไม่มีตำบลนี้แล้ว) บ้านพักส่วนตัวบนพื้นที่ 1 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเรือนไทยประยุกต์ซึ่งเดิมเป็นของตระกูลบุนนาค โดยคุณดำรงยังปลูกบ้านสไตล์โมเดิร์นอีกหลังซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันสำหรับพักอาศัยยามมาพักผ่อนช่วงวันหยุดอีกด้วย
มื้อเย็นนี้คุณดำรง และคุณกานดา-ภรรยา เตรียมอาหารไทย-มุสลิมรสชาติเยี่ยม ทั้ง สลัดแขก ข้าวหมกไก่ สตูเนื้อ หรืออาหารไทยอย่างผัดหมี่โบราณ และลาบไก่ คอยต้อนรับไว้ให้พวกเราได้อิ่มท้องพร้อมรื่นรมย์กับทิวทัศน์ยามเย็นริมแม่น้ำ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางวงแหวนรอบนอกบางปะอิน-กรุงเทพฯ พวกเรานั่งเพลินๆ พร้อมฟังไกด์ลูกปัดเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ น่ารู้ของพระนเรศวรมหาราช และบุรพกษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ฟังเมื่อไหร่ เลือดรักชาติก็จะพลุ่งพล่านขึ้นมาเสมอ จบเรื่องเล่าที่สนุกสนานและได้ความรู้ในคราวเดียว ก็ถึงที่หมายไร้กังวลเรื่องรถติด
…เป็นอันจบทริปเที่ยวเมืองกรุงเก่าที่ไปครั้งใดก็ประทับใจ และมีอันต้องไปแล้ว ไปอีก แต่ก็ยังชอบไปอย่างไม่รู้เบื่อ!!



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น