ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ลัลลาที่ไข่มุกอันดามัน

ลั้นลา...ลันตาท้าลมร้อน หมู่เกาะขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศไทยซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นไข่มุกเม็ดใหม่ของทะเลอันดามัน
หน้าร้อนแบบนี้จึงไม่ควรพลาดหาเวลามาพักผ่อนนอนเล่นรับลมทะเล ไม่ใช่แค่ความงดงามของทะเล
เท่านั้นที่เป็นเสน่ห์ของที่แห่งนี้ แต่หมู่เกาะลันตายังมีอะไรอีกมากที่ยวนใจผู้มาเยือนยิ่งนัก
ทั้งแสงแดดที่ส่องแสงแผดร้อนผสมปนเปไปกับอุณหภูมิการเมืองของบ้านเราซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะลดความร้อนระอุลงได้ง่ายๆ ยิ่งชวนให้อยากจะหันหลังเดินหนีออกจากกรุงเทพมหานครไปนอนตากอากาศริมหาดทรายที่ไหนสักแห่งตามประสาคนมีใจให้กับทะเล และเมื่อโอกาสมาประจวบเหมาะเข้ากับที่ “โรงแรมคราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา” ซึ่งเพิ่งปรับภาพลักษณ์ใหม่ จากแบรนด์เดิมคือ ลันตา คลิฟฟ์ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา โดยฝีมือการโมดิฟายด์ของสยาม @ สยาม ส่งจดหมายมาเชิญชวนให้ไปเยี่ยมชมความสวยใสของน้ำทะเลและชมความงามของอัครสถานแห่งเกาะลันตา มีหรือว่าจะพลาดโอกาสดีๆ เช่นนี้

เมื่อเครื่องบินร่อนลงถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เหล่าพีอาร์หน้าใสแจ้งให้ผู้ร่วมทริปทุกคนรับทราบโดยถ้วนหน้ากันว่าเราจะเดินทางไปสู่ลันตาโดยเรือเร็ว แต่ก่อนจะไปลงเรือที่ท่าเรือคลองแห้ง ซึ่งก็ไกลจากสนามบินประมาณจะเบื่อได้ ระหว่างทางเราจึงแวะสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดถ้ำเสือ รับสิริมงคลเพื่อเริ่มต้นนิมิตหมายอันดีให้การเดินทางครั้งนี้

ที่ถ้ำเสือนอกจากทุกคนจะได้ ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศของการฟังพระสวดภายในถ้ำซึ่งเป็นถ้ำหินธรรมชาติ จริงๆ ที่ทางวัดใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแล้วนั้น ชาวคณะยังได้สักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม องค์ใหญ่ โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ธูปเทียนที่นำมาสักการะนั้นมีสีสันมากมายตรงตามกับสี ประจำวันเกิดของแต่ละคน หลังจากสักการะขอพรกันอย่างหนำใจแล้ว คนที่มีกล้องถ่ายภาพจึงไม่รอช้า ยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพธูปเทียนสารพัดสีไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน แต่ต้องกดชัตเตอร์และระวังเพื่อนตัวน้อยที่คอยจับตามองเหล่าผู้มาเยือนและ พร้อมที่จะโผเข้ามาฉกเอาสิ่งของทุกสิ่งที่อยู่ในมือเราไปเป็นของเล่นแก้ เบื่อได้ทุกเมื่อ เพราะที่วัดถ้ำเสือแห่งนี้ยังคงสภาพของความเป็นธรรมชาติอยู่มาก จึงมีฝูงลิงเข้ามาอาศัยมากมาย





อิ่มบุญกันถ้วนทั่ว คณะทัวร์จึงเดินทางต่อไปยังท่าสปีดโบตกันเสียที ฟ้าสวยๆ และน้ำทะเลใสๆ ที่โดดเด่นเพราะแสงแดดส่องแสงแผดลงมากระทบกับสีของน้ำทะเลจนเป็นที่ยวนใจของผู้มาเยือนซึ่งปรารถนาจะผ่อนคลายจากความวุ่นวายเหลือเกิน

ก่อนที่จะลงเรือด่วนไปยังเกาะลันตา พระอาทิตย์เคลื่อนตัวมาอยู่ตรงกับศีรษะแบบพอดิบพอดี จึงเป็นอันรู้กันว่านี่คงถึงเวลารับประทานอาหารกันแล้วหนอ ผู้จัดสรรเส้นทางการเดินทางให้กับชาวคณะของพวกเราจึงพาแวะกลางทางอีกครั้ง คราวนี้เพื่อสัมผัสอาหารมื้อแรกที่จัดเตรียมไว้บนชายหาดสวยของเกาะไผ่ แต่ก่อนจะถึงที่หมาย ระหว่างทางทุกคนก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินเรียงแถวข้ามทะเลแหวกจากเกาะหนึ่งไปสู่อีกเกาะหนึ่ง

แม้จะเป็นภาพที่ได้เห็นอยู่ บ่อยๆ ในภาพถ่ายหรือในรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์ แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ถึงขณะนั้นน้ำทะเลจะเริ่มขึ้นมาบ้างแล้ว แต่คงต้องบอกว่า สิบปากว่าก็ไม่ได้อารมณ์เท่ากับสองตาของเราได้มาเห็นเองจริงๆ ส่วนอาหารมื้อนี้หลายๆ คนจึงเจริญอาหารมากเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเดินทางกันมานาน ประกอบกับภาพของน้ำทะเลสีใสที่อยู่ตรงหน้าก็เป็นได้



อิ่มท้องอย่างสำราญ และได้พักผ่อนอิริยาบถตามอัธยาศัยริมหาดเกาะไผ่อย่างเพลินใจกันพอสมควร ถึงเวลาที่เราต้องกลับขึ้นสู่เรือสปีดโบตกันอีกครั้ง แต่เรายังไม่ได้เคลื่อนตัวออกจากเกาะไผ่ เพราะยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมเด็ดรออยู่หลังจากอาหารย่อยเรียบร้อยแล้ว สปีดโบตแล่นออกไปยังบริเวณหินกลางเพื่อให้เราได้ดื่มด่ำความงามของทะเลอันดามันอย่างหนำใจ น้ำทะเลสีฟ้าใสจนสามารถมองลงไปเห็นเบื้องล่างของน้ำทะเลได้อย่างชัดเจน ฝูงปลาแหวกว่ายไปมาเพลินตาเหมือนกับรู้ว่าผู้มาเยือนนั้นมีห่อขนมปังมากมายเตรียมอาหารไว้ให้เจ้าบ้านที่พร้อมใจกันออกมาต้อนรับแขกมากมายเต็มท้องทะเล ทุกคนจึงเพลิดเพลินกับการให้อาหารปลาจนลืมความร้อนของแสงแดดไป

ณ บริเวณหินกลางนี้สมาชิกทุกคนสามารถลงไปดำน้ำตื้นเพื่อชื่นชมความงามของหมู่ปะการัง หรือจะป้อนขนมปังให้กับฝูงปลาด้วยมือตัวเองก็ได้ บรรดาคนรักทะเลทั้งหลายจึงไม่พลาดที่จะคว้าเสื้อชูชีพและสนอร์เกิลมาใส่เตรียมพร้อม เมื่อเรือจอดสนิทเสียงดังจ๋อม...ตูม...ค่อยๆ ทยอยไล่เรียงตามกันจนสมาชิกบนเรือเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน

แม้จะไม่ได้สัมผัสกับน้ำทะเล ไม่ได้ว่ายน้ำเริงร่าชื่นชมความสวยงามของหมู่ปลาและปะการัง แต่คนบนเรือก็ยังคงสนุกกับการให้อาหารปลา เพราะไม่ว่าจะโยนขนมปังลงไปมากเท่าไหร่ ฝูงปลาก็จะแห่แหนกันมากินแบบหมดเกลี้ยง ไม่ทิ้งซากเหลือไว้ให้คนเสียใจ ส่วนคนเรือก็ใจดี โดดทะเลลงไปดำผุดดำว่ายค่อยๆ อุ้มหอยมือเสือ ปลาดาวหมอน ขึ้นมาให้ดูกันถึงบนเรือ






สนุกสนานเพลิดเพลินใจกับเสน่ห์ของทะเลเกาะไผ่แล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องเดินทางไปสู่โรงแรมคราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา จุดหมายปลายทางอันเป็นอัครสถานแห่งเกาะลันตากันเสียที นั่งหลับสัปหงกคอตกกันอีกไม่นานนักก็มีเสียง “ถึงแล้ว” ของสมาชิกบนเรือเป็นนาฬิกาปลุกให้ทุกคนบนเรือเตรียมพร้อมขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวกันอีกครั้ง

งานนี้เจ้าบ้านสร้างความประทับใจกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงไปสัมผัสพื้นดินของเกาะลันตา เพราะเหล่าพนักงานของคราวน์ ลันตา มายืนเรียงแปลอักษรเป็นคำว่า “ยินดีต้อนรับ” สร้างรอยยิ้มให้กับชาวคณะทุกคนตั้งแต่ยังอยู่บนเรือ

และเมื่อได้ลงมาสัมผัสความสวยงามของโรงแรมแบบถึงที่หมายเรียบร้อยดีแล้ว อาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากเดินทางและแสงแดดก็หายวับไปเป็นปลิดทิ้งในทันที 1 วันแรกผ่านไป พร้อมกับการต้อนรับด้วยอาหารมื้อเก๋ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ ก่อนจะแยกย้ายเข้าห้องพักแบบบ้านใครบ้านมันเพื่อเตรียมตัวมารู้จักกับเกาะลันตาแบบเข้าคอร์สหลักสูตรเข้มข้นในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากทริป นี้เรามีเวลาเริงร่าอยู่กับคราวน์ ลันตา เพียง 3 วัน 2 คืนเท่านั้น

อิ่มท้องกับอาหารเช้ามื้อแรกของวันที่ 2 ก่อนจะได้ไปทำความรู้จักกับผู้บริหารของโรงแรมอย่างเป็นทางการ และเดินชมความสวยงามอลังการของห้องพักรูปแบบต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงถึงเวลาที่ชาวคณะจะได้ออกไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวลันตากันเสียที





ไกด์นำเที่ยวซึ่งเป็นชาวลันตาขนานแท้เล่าถึงเกาะแห่งอันดามันแห่งนี้ให้ฟัง (ด้วยสำเนียงแปร่งที่คนกรุงได้ยินก็จะพากันล้อว่าทองแดงร่วงกราว) ว่าหมู่เกาะลันตาเป็นเกาะทางฝั่งทะเลตะวันตกของ จ.กระบี่ หลายคนกล่าวขานกันว่าหมู่เกาะลันตาคือไข่มุกเม็ดใหม่แห่งอันดามันและยังคงความบริสุทธิ์สวยงามได้เป็นอย่างดี หมู่เกาะแห่งนี้ประกอบด้วยพื้นที่กว่า 180 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ของเกาะน้อยใหญ่จำนวนกว่า 50 เกาะ และมีการตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ลำดับที่ 62 เมื่อปี 2533 โดยจำแนกแยกย่อยออกเป็นหมู่เกาะไหง หมู่เกาะรอก หมู่เกาะห้า และหมู่เกาะลันตา

ผู้นำเที่ยวท้องถิ่นอธิบายต่อเมื่อรถตู้เคลื่อนมาจอดบริเวณหมู่บ้านชาวประมง โดยมีชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารอต้อนรับหรือมายืนรอดูผู้มาเยือนหน้าไม่คุ้นว่า เกาะลันตานั้นประกอบด้วยหาดทรายจำนวน 10 หาด ซึ่งแต่ละหาดนั้นมีความสวยงามและความโดดเด่นแตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่หาดตอนเหนือสุดคือ หาดคอกวาง เรียงต่อกันลงมาเรื่อยๆ คือ หาดคลองดาว หาดลองบีช หรือหาดพระแอะ หาดคลองโขง หาดคลองโตบ หาดคลองนิน หาดอ่าวนุ้ย หาดบากันเตียง หาดไม้ไผ่ และหาดแหลมโตนด

หลังจากที่ได้เดินดูวิถีชีวิตของชาวลันตา ได้ดูวิธีการทำ “กะปิ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อที่นี่แล้ว เราออกทัวร์ไปบริเวณรอบๆ เกาะลันตาไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงยังสถานที่ตั้งของประภาคาร น้ำเสียงสำเนียงทองแดงของไกด์คนเดิมรีบบอกให้รู้ว่าประภาคารคือสัญลักษณ์ประจำเกาะแห่งนี้











 รถตู้จอดอีกครั้งที่ พิพิธภัณฑ์อำเภอเก่า ซึ่งเป็นที่รวบรวมความเป็นมาเป็นไปและวิถีชีวิตของคนบนเกาะลันตา ไกด์คนเดิมเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อเกาะแห่งนี้ให้ฟังว่า ผู้รู้หลายท่านบอกว่า “ลันตา” มาจากคำว่า “ลันตาส” “ลันตัส” เป็นภาษาชวา มลายู แปลว่าโรงเรือน ซึ่งก็คือที่ตากปลาของชาวบ้าน ส่วนความหมายที่ 2 บ้างก็ว่า “ลันตา” มาจาก “ลานตา” แปลว่าหาดทรายที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยลานตาไปทั่วหาดของเกาะ ส่วนความหมายที่ 3 คือ “ลันตา” มาจากคำว่า “ลุนตั๊ดซู” เป็นภาษาจีน โดยคำว่า “ลุน” หรือ “หลุน” แปลว่าภูเขา “ตั๊ด” แปลว่าทางไกล และ “ซู” แปลว่าเกาะ ความหมายรวมทั้งหมดคือเกาะที่มีภูเขาเป็นแนวยาวไกล ซึ่งชาวเลเรียกกันว่า “ปูเลาซาตั๊ก” โดยมีความหมายเหมือนกัน ส่วนความหมายสุดท้ายที่มีคนบอกไว้คือ “ลันตา” เพี้ยนมาจากคำว่า “ลอนตา” ในภาษามลายู แปลว่าคนจนหรือคนที่ต่อสู้อย่างปากกัดตีนถีบ ซึ่งหมายถึงคนพื้นเมืองที่เดิมทีร่อนเร่อยู่ในแถบนี้มานาน และกลุ่มคนเหล่านี้ถูกเรียกว่า “โอลังลอนตา”

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จากการเริ่มต้นของวันด้วยแสงแดดแผดจ้า ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเต็มทีแล้ว พวกเราจึงต้องรีบมุ่งหน้ากลับโรงแรมเพื่อไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดิน โดยจุดที่โรงแรมตั้งอยู่นั้นเป็นอีกหนึ่งบริเวณที่ชมความงดงามของแสงแรกแล2 วันผ่านไป พร้อมกับปาร์ตี้ส่งท้ายการมาเยือนไข่มุกเม็ดใหม่ของอันดามันแห่งนี้ เช้าวันสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ เพราะต้องบอกว่าเสน่ห์ของลันตามีมากมายเหลือเกิน นอกจากน้ำทะเลสีสวยที่เป็นขวัญใจของทุกคนแล้ว การท่องเที่ยวของที่นี่ยังมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพราะลันตาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวบ้าน

เสน่ห์ของเกาะแห่งนี้ที่ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันก็คือความสงบเงียบ ที่ยังคงรักษาวิถีการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมซึ่งเหล่าคนรุ่นหลังสามารถ อนุรักษ์และสืบทอดไว้ได้เป็นอย่างดี ก่อนจะก้าวลงเรือออกเดินทางกลับไปสู่วิถีชีวิตเดิมๆ จึงให้สัญญากับตัวเองไว้ในใจแล้วว่า “ลันตา...เราจะต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งแน่นอน”

“ลันตา” มาจากคำว่า “ลันตาส” “ลันตัส” เป็นภาษาชวา มลายู แปลว่าโรงเรือน ซึ่งก็คือที่ตากปลาของชาวบ้าน บ้างก็ว่ามาจาก “ลานตา” แปลว่าหาดทรายที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยลานตาไปทั่วหาดของเกาะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น